
เดนมาร์กต้านโกงโดยไม่มีหน่วยงานต่อต้านคอร์รัปชันได้อย่างไร ?
หากพูดถึงการแก้ปัญหาคอร์รัปชัน หลายคนคิดว่าจำเป็นต้องมีหน่วยงานที่เข้ามาทำหน้าที่นี้โดยตรง เพื่อสืบสวน ตรวจสอบ และเปิดโปง เหมือนอย่างที่ประเทศไทยมี สำนักงานคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.)
แต่รู้หรือไม่ว่า หนึ่งในประเทศที่ติดอันดับโปร่งใสเป็นอันดับต้น ๆ ของโลกอย่าง “เดนมาร์ก” กลับไม่มีหน่วยงานต่อต้านคอร์รัปชัน โดยเฉพาะแบบประเทศไทย
ข้อค้นพบงานจากวิจัยเรื่อง “โครงการเฝ้าระวังและป้องกันการทุจริตจากนโยบายและโครงการของรัฐ” โดย จุมพล ชื่นจิตต์ศิริ และคณะ (2565) ที่ศึกษานโยบายหรือโครงการต่อต้านคอร์รัปชันของรัฐบาลไทย โดยในงานวิจัยได้ศึกษานโยบายในต่างประเทศด้วย KRAC จึงได้หยิบประเด็นที่น่าสนใจจากประเทศเดนมาร์กมาเล่าให้ฟัง
เน้นสร้างระบบที่โปร่งใส และกลไกตรวจสอบที่ชัดเจน
อย่างที่เรารู้กันว่าเดนมาร์กเป็นหนึ่งในประเทศที่มีคะแนนดัชนีภาพลักษณ์การคอร์รัปชัน (Corruption Perception Index: CPI) สูงเป็นอันดับหนึ่งจากการจัดอันดับขององค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International: TI) ตลอดหลายปีที่ผ่านมา (ตั้งแต่ปี 2018-2024)
โดยงานวิจัยพบว่า ประเทศเดนมาร์กไม่ได้จัดตั้งหน่วยงานต่อต้านคอร์รัปชันโดยตรง แต่ใช้โครงสร้างที่กระจายภารกิจด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตไปยังหน่วยงานต่าง ๆ เช่น กระทรวงยุติธรรม สมาพันธ์นักอุตสาหกรรมแห่งเดนมาร์ก สภาการค้าเดนมาร์ก เป็นต้น
แต่ประเด็นเรื่องการกระจายภารกิจเพียงอย่างเดียว อาจไม่ใช่กุญแจสำคัญของความสำเร็จ แต่เป็นระบบการบริหารที่วางกลไกไว้ชัดเจน ดังนี้
ด้านภาครัฐ เดนมาร์กมีการสร้างมาตรฐานทางจริยธรรมให้ฝังอยู่ในวัฒนธรรมของหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะในกระทรวงยุติธรรมของเดนมาร์ก ซึ่งไม่ได้มีบทบาทเพียงแค่บังคับใช้กฎหมาย แต่ยังทำหน้าที่ เผยแพร่แนวทางด้านจริยธรรมในระบบราชการของเดนมาร์กขององค์กร ในประเทศด้วย
รวมถึงการส่งเสริมความโปร่งใสในการดำเนินนโยบาย การจัดการทรัพยากร และการเข้าถึงข้อมูลของประชาชน ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นการป้องกันตั้งแต่ต้นทาง โดยไม่ต้องรอให้เกิดเรื่องแล้วค่อยตรวจสอบย้อนหลัง
นอกจากนี้ เดนมาร์กยังใช้ระบบรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (e-Government) เป็นเครื่องมือสำคัญในการบูรณาการข้อมูลของรัฐแบบรวมศูนย์ ตั้งแต่ข้อมูลภาษี ไปจนถึงระบบจัดซื้อจัดจ้างและสวัสดิการประชาชน การเชื่อมโยงฐานข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ตรวจสอบการใช้งบประมาณได้แบบเรียลไทม์ และลดช่องว่างที่เจ้าหน้าที่จะใช้ดุลพินิจโดยไร้การตรวจสอบ
สร้างมาตรฐานทางจริยธรรมให้เกิดขึ้นกับทุกองค์กรในประเทศ
อีกประเด็นที่งานวิจัยชี้ให้เห็นคือ เดนมาร์กได้จัดตั้งโครงการแจ้งเบาะแสภายในกระทรวงยุติธรรม ซึ่งครอบคลุมถึงตำรวจ หน่วยข่าวกรอง และกรมราชทัณฑ์ โดยเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่สามารถรายงานพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตได้โดยตรง
ด้านเอกชน เดนมาร์กวางบทบาทของภาคเอกชนในการร่วมป้องกันคอร์รัปชันผ่าน “แนวปฏิบัติด้านจริยธรรม” (Code of Conduct) ที่จัดทำโดยสมาพันธ์นักอุตสาหกรรมแห่งเดนมาร์ก ซึ่งทำหน้าที่ส่งเสริมให้บริษัทเอกชนดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใส
ตัวอย่างเช่น การไม่ให้สินบน การเปิดเผยข้อมูลสัญญาธุรกิจ และการตั้งกลไกร้องเรียนภายในองค์กร จุดสำคัญคือ แนวปฏิบัติเหล่านี้ไม่ได้ถูกบังคับโดยกฎหมาย แต่ได้รับการยอมรับและถือปฏิบัติเป็นมาตรฐานของภาคธุรกิจในประเทศ
นอกจากนี้ ด้านบทบาทระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศได้นำหลักธรรมาภิบาลและความโปร่งใสไปใช้กับความร่วมมือระหว่างประเทศและโครงการช่วยเหลือต่างประเทศ ซึ่งสะท้อนว่า แนวคิดเรื่องความโปร่งใสไม่ใช่เรื่องภายในประเทศเท่านั้น แต่เป็นหลักการสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นระดับนานาชาติของเดนมาร์กด้วยเช่นกัน
จากแนวทางเหล่านี้ทำให้เราเห็นว่าเดนมาร์กประสบความสำเร็จในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตโดยไม่พึ่งพากลไกเชิงระบบที่ซับซ้อน แต่ใช้แนวทางที่เน้นการปลูกฝังหลักจริยธรรมและจิตสำนึกลงในกระบวนการทำงานของรัฐทุกระดับ ผ่านภารกิจของกระทรวงต่าง ๆ โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นกลไกหลักในการดำเนินคดีเมื่อเกิดการทุจริต
ซึ่งรัฐบาลเดนมาร์กมีส่วนส่งเสริมธรรมาภิบาลอย่างจริงจัง โดยถือว่าการต่อต้านคอร์รัปชันในภาครัฐเป็นวาระเร่งด่วน พร้อมสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชน
บทเรียนจากเดนมาร์กอาจไม่ได้บอกเราว่าหน่วยงานต่อต้านที่ทำงานต่อต้านคอร์รัปชันโดยตรงไม่มีความสำคัญ แต่เป็นเรื่องของการจัดการเชิงโครงสร้างที่สร้างการมีส่วนร่วม ส่งเสริมความโปร่งใส และการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้ซึ่งทำให้เดนมาร์กกลายเป็นประเทศที่มีความโปร่งใสสูงสุดตลอดหลายปีที่ผ่านมา
กรณีศึกษาจากเดนมาร์กเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเนื้อหาในงานวิจัยเรื่อง “โครงการเฝ้าระวังและป้องกันการทุจริตจากนโยบายและโครงการของรัฐ” โดย จุมพล ชื่นจิตต์ศิริ และคณะ (2565) ซึ่งในรายงานยังวิเคราะห์กรณีของเกาหลีใต้ สิงคโปร์ และประเทศไทยควบคู่กัน เพื่อสะท้อนว่าความโปร่งใสอาจไม่ได้มาจากการสร้างองค์กรใหม่ โดยสามารถอ่านสรุปงานวิจัยได้ที่ลิงก์ด้านล่าง
คอลัมน์ “KRAC คัดสรร เล่างานวิจัยไทย” เป็นบทความเล่างานวิจัยไทยด้านการต่อต้านคอร์รัปชัน ที่หยิบยกหนึ่งในประเด็นของงานวิจัยในมุมมองของผู้ปฏิบัติการ เพื่อปูพื้นฐานความรู้และความเข้าใจเรื่องการคอร์รัปชัน และการต่อต้านคอร์รัปชันในมิติต่าง ๆ ภายใต้บริบทของประเทศไทย
จุมพล ชื่นจิตต์ศิริ, อิศรัฏฐ์ รินไธสง, มิตรชัย จงเชี่ยวชำนาญ, นิเวศน์ อรุณเบิกฟ้า และสิริวิท อิสโร. (2565). โครงการเฝ้าระวังและป้องกันการทุจริตจากนโยบายและโครงการของรัฐ. สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ.
ศูนย์ความรู้เพื่อความร่วมมือในการต่อต้านคอร์รัปชัน และส่งเสริมธรรมาภิบาลในระดับภูมิภาค
หัวข้อ
เปลี่ยน Trainees เป็น Rookies ตัวท็อปของวงการ : ชวนอ่าน Anti-Corruption 101 เพื่อปูพื้นฐานการต่อต้านคอร์รัปชัน
ชวนอ่าน Anti-Corruption 101 ที่จะช่วยปูพื้นฐานความรู้ในเรื่องการคอร์รัปชัน ผ่านแนวคิดทางวิชาการ และเรียนรู้แนวทางการต่อต้านคอร์รัปชันที่มีเนื้อหาเข้าใจง่ายสำหรับทุกคน
มาแล้ว !! โอกาสพัฒนาความรู้สู่การต่อต้านคอร์รัปชันอย่างมีประสิทธิภาพ
KRAC ชวนทุกคนมาเรียน “หลักสูตรการส่งเสริมธรรมาภิบาลและการต่อต้านคอร์รัปชันร่วมสมัย” ที่จะพาผู้เรียนมาทำความเข้าใจกับการต่อต้านคอร์รัปชันที่มีเนื้อหาประยุกต์ไปกับหลายศาสตร์หลากมุมมองและมีตัวอย่างกรณีศึกษาให้เรียนรู้ สอดแทรกไปกับองค์ความรู้ใหม่ ๆ ที่สอดคล้องกับองค์กรที่ทำงานด้านการต่อต้านคอร์รัปชันในปัจจุบัน
คัดสรรงานวิจัยไทยต่อต้านคอร์รัปชัน ที่คุณอาจไม่รู้ (จัก) มาก่อน : ชวนอ่านสรุปงานวิจัยไทย 24 ชิ้น เพื่อทำความเข้าใจการต่อต้านคอร์รัปชัน
ชวนอ่านสรุปงานวิจัยไทยที่ KRAC คัดสรรมาให้คุณ เพื่อจะทำให้คุณเข้าใจปัญหา และวิธีการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันภายใต้บริบทของประเทศไทย