คิดด้วยพลเมือง(See-Think-Cen’) : เมื่อระบบธรรมาภิบาลไม่อาจป้องกันอำนาจนอกระบบได้

เมื่อปีที่แล้ว ผู้เขียนเคยนำเสนอบทความวิเคราะห์ซีรีส์ “สาธุ” ภาคแรก โดยเสนอแนวทางการตรวจสอบเงินบริจาคและการบริหารจัดการวัดตามหลักธรรมาภิบาล 9 ข้อ เพื่อป้องกันปัญหา “เกาะศาสนา…กิน”แบบที่น้าแต๋งและพระเอกชัยสร้างความเสียหายให้กับวัดภุมรามในภาคแรกมาแล้ว และในซีรีส์ “สาธุ 2” ที่เพิ่งกลับมาฉายบน Netflix ก็ได้ตอบโจทย์ดังกล่าวอย่างชัดเจน ด้วยการนำเสนอระบบธรรมาภิบาลวัดที่ทันสมัยในวัดหนองขาล ทั้งระบบติดตามการใช้จ่ายเงินบริจาคแบบ Real-time การใช้ต้นโพธิ์ใหญ่เป็นรูปเคารพสร้างศรัทธาให้ประชาชน และการใช้“โพธิ์เคน” 3 ระดับตามระดับการบริจาคเหมือนโทเคนในเกมออนไลน์ที่สร้างแรงจูงใจให้ผู้บริจาคเห็นคุณค่า และติดตามผลได้

แต่ซีรีส์ไม่ได้หยุดแค่การแสดงให้เห็นระบบธรรมาภิบาลที่ดีเท่านั้นแต่ยังเปิดประเด็นที่ลึกและหนักกว่าเดิมมาก เพราะเมื่อมีระบบธรรมาภิบาลที่ดีแล้ว แต่ยังมีอำนาจนอกระบบและเครือข่ายผลประโยชน์ที่คุกคามผู้กล้าตั้งคำถาม สังคมจะปกป้องผู้พูดความจริงได้อย่างไร?

ระหว่าง “มีเซนส์” กับ “อคติ”เส้นบางๆ ของการตั้งคำถาม

หนึ่งในฉากที่เริ่มต้นปัญหาของซีรีส์ คือ บทสนทนาระหว่างเจ้าอาวาส กับรองเจ้าอาวาส เมื่อรองเจ้าอาวาสเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติของโยมที่มาช่วยงานวัด “แต่โยมเอ๋หักเงินทอนเท่าไรท่านก็ทราบ ทำไมเราต้องไปเกรงใจเขาด้วยครับ”

เจ้าอาวาส: “วัดกับชุมชนมันต้องพึ่งพากัน อะไรที่เรายอมได้ เราก็ยอมไป”

บทสนทนาสั้นๆ นี้สะท้อนสภาวะที่สำคัญของการบริหารองค์กร การตั้งคำถามเพื่อความระมัดระวัง และการปกป้ององค์กร อาจถูกมองว่าเป็น “อคติ” หรือ “ไม่ให้ความร่วมมือ”ได้ง่ายมาก โดยเฉพาะเมื่อคำถามนั้นกระทบกับความสัมพันธ์ในชุมชนหรือผู้มีอิทธิพล

ในทฤษฎีธรรมาภิบาลองค์กร การตั้งคำถาม และการตรวจสอบถ่วงดุล คือหัวใจสำคัญแต่ในความเป็นจริง ผู้กล้าตั้งคำถามมักถูกตีตราว่า เป็นการทำลายความสามัคคี ขัดขวางการทำงาน หรือมีวาระซ่อนเร้น จนในที่สุด คนก็เลิกตั้งคำถาม เพราะกลัวถูกมองว่าเป็นปัญหา สิ่งที่เกิดขึ้นในซีรีส์คือการที่พระรองเจ้าอาวาส และไวยาวัจกรถูกผลักไสออกจากกระบวนการตัดสินใจ เพราะความระมัดระวังของเขาถูกตีความว่าเป็น “อคติ” และเมื่อเขายังคงตั้งคำถาม มันก็นำไปสู่ความอันตรายต่อชีวิตในที่สุด

เมื่อธรรมาภิบาลไม่ใช่คำตอบเดียว

วัดหนองขาลในสาธุ 2 มีระบบธรรมาภิบาลที่ดี สอดคล้องกับแนวปฏิบัติ 9 ข้อที่ผู้เขียนเคยนำเสนอในบทความเดิมก็จริง แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในซีรีส์ไม่ได้อยู่ที่การบริหารเงินบริจาค แต่อยู่ที่ การจัดซื้อจัดจ้างที่เอื้อประโยชน์กับเครือข่ายอำนาจนอกระบบ ระหว่างนายทุน นักการเมืองท้องถิ่น และเจ้าหน้าที่รัฐ ที่สอดแทรกเข้ามาในโครงการก่อสร้างของวัด ถึงแม้จะมีการทักท้วงเรื่องมาตรฐานการก่อสร้างที่อาจเป็นอันตรายต่อประชาชน แต่คำทักท้วงกลับถูกมองข้าม เพราะความปลอดภัยของประชาชนถูกเอาชนะด้วยผลประโยชน์และอำนาจ

จากจอซีรีส์สู่ชีวิตจริง

สิ่งที่เกิดขึ้นในซีรีส์ไม่ใช่เพียงเรื่องแต่ง แต่เป็นภาพสะท้อนของสังคมไทยที่เรามักเห็นจากข่าวในปีนี้ ทั้งกรณีตึก สตง. ถล่ม ที่สะท้อนเรื่องของมาตรฐานการก่อสร้างที่ถูกมองข้าม หรือกรณีวัดพระบาทน้ำพุ กับการยักยอกเงินบริจาคจำนวนมหาศาล มีเครือข่ายผลประโยชน์แทรกซึมเข้ามาสิ่งที่น่ากลัวคือทั้งสองกรณีมี “ระบบธรรมาภิบาล” อยู่ในกระดาษ มีกฎหมายกำกับดูแล มีหน่วยงานรับผิดชอบ แต่ระบบเหล่านั้นไร้อำนาจเมื่อต้องเผชิญหน้ากับเครือข่ายอำนาจที่ฝังลึก

เมื่อวัดต้องมีมากกว่า “บุญ” เพื่อปกป้องตัวเอง

สิ่งที่ซีรีส์สาธุ 2 ต้องการสื่อสารไม่ใช่แค่เรื่องการทุจริตในวัด แต่เป็นคำถามที่ท้าทายกว่านั้น สังคมไทยพร้อมหรือยังที่จะปกป้องผู้กล้าตั้งคำถามเพื่อความถูกต้อง เราสร้างระบบธรรมาภิบาล สร้างกฎหมาย สร้างกลไกตรวจสอบมากมาย แต่ถ้าผู้กล้าใช้กลไกเหล่านั้นกลับถูกมองว่าเป็นปัญหา ถูกคุกคาม ถูกกำจัด แล้วระบบเหล่านั้นจะมีความหมายอะไร?

จากบทเรียนของซีรีส์ และความเป็นจริงในสังคมไทย ผู้เขียนขอเสนอแนวทางเพิ่มเติมจากธรรมาภิบาล 9 ข้อ ที่เคยนำเสนอไว้ ดังนี้

1. ระบบปกป้องผู้เปิดเผย (Whistleblower Protection)

วัดต้องมีระบบที่ให้พระสงฆ์ กรรมการ และฆราวาสที่ทำงานในวัด สามารถรายงานความเสี่ยงหรือความผิดปกติได้โดยไม่ถูกตีตราหรือถูกทำร้าย ต้องมีช่องทางรายงานที่เป็นอิสระจากเจ้าอาวาส และคณะกรรมการวัด อาจผ่านสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติหรือองค์กรอิสระที่ทำหน้าที่รับเรื่องและคุ้มครอง

2. แยก “การตั้งคำถาม” ออกจาก “อคติ”

ต้องสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เห็นคุณค่าของคำถาม โดยเข้าใจว่า “อคติ” คือการตัดสินโดยไม่มีเหตุผลหรือข้อมูล ในขณะที่ “มีเซนส์” หรือ “ความระมัดระวัง” คือการตั้งคำถามโดยอิงจากข้อมูล และพฤติกรรมที่สังเกตได้ การตั้งคำถามไม่ได้หมายความว่าไม่ไว้วางใจ แต่เป็นหน้าที่ของกรรมการและผู้มีส่วนร่วมในการบริหารวัดและองค์กร

3. กลไกตรวจสอบภายนอกที่เข้มแข็ง สำหรับโครงการก่อสร้างและการจัดซื้อจัดจ้าง

ระบบธรรมาภิบาลภายในวัดอาจไม่เพียงพอเมื่อเผชิญกับเครือข่ายอำนาจจากภายนอก ดังนั้น โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่หรือการจัดซื้อจัดจ้างที่มีมูลค่าสูง ควรมีผู้เชี่ยวชาญอิสระ เช่น วิศวกร สถาปนิก หรือผู้ตรวจสอบที่ไม่มีส่วนได้เสียกับผู้รับเหมา เข้ามาตรวจสอบมาตรฐานและความปลอดภัย ก่อนที่จะอนุมัติโครงการและระหว่างการก่อสร้าง

4. ความโปร่งใสในการเลือกผู้รับเหมา

ต้องมีระบบการประกวดราคาที่โปร่งใส มีการเปิดเผยข้อมูลผู้เสนอราคา เกณฑ์การพิจารณา และเหตุผลในการตัดสินใจเลือกผู้รับเหมา รวมถึงการตรวจสอบประวัติและความน่าเชื่อถือของผู้รับเหมาก่อนการจ้างงาน เพื่อป้องกันไม่ให้เครือข่ายผลประโยชน์แทรกซึมเข้ามาได้ง่าย

5. การมีส่วนร่วมของชุมชนในการติดตามโครงการ

นอกจากระบบที่ให้ผู้บริจาคติดตามการใช้จ่ายได้แล้ว ควรมีกลไกให้ชุมชนรอบวัด และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการติดตามความคืบหน้าของโครงการก่อสร้าง สามารถตั้งคำถาม และรับคำตอบอย่างตรงไปตรงมา สร้างแรงกดดันเชิงบวกจากสาธารณะได้

สาธุ…สำหรับผู้กล้าตั้งคำถาม

แม้วัดจะมีธรรมาภิบาล 9 ข้อ แต่ถ้าคนกลัวตั้งคำถามเพราะกลัวถูกมองว่า “อคติ” ถ้าเครือข่ายอำนาจแทรกซึมเข้ามาครอบงำการตัดสินใจ ถ้าผู้กล้าพูดความจริงต้องแลกด้วยชีวิต ระบบธรรมาภิบาลที่สวยงามก็จะกลายเป็นเพียงป้ายที่ไร้ประสิทธิภาพ ผู้เขียนขออุทิศ “สาธุ” ให้ทุกคนที่กล้าตั้งคำถามเพื่อความถูกต้อง ที่กล้ายืนหยัดปกป้องผู้อื่น แม้เผชิญความเสี่ยง

และขอให้สังคมไทยเรียนรู้แยกแยะระหว่าง “ผู้ทำลายความสามัคคี” กับ “ผู้พยายามปกป้ององค์กร” เพราะถ้าเรายังกำจัดคนที่กล้าตั้งคำถาม วันหนึ่งเราจะไม่มีใครเหลือเพื่อเตือนเรา
ก่อนโศกนาฏกรรมจะเกิดขึ้น

สาธุ…สำหรับทุกคนที่มี “เซนส์” ไม่ใช่ “อคติ”

ปีที่แต่ง (พ.ศ.)
2568
ผู้แต่ง

นันท์วดี แดงอรุณ

หน่วยงานสนับสนุน

หัวข้อ
Related Content

แนวหน้าต่อต้านคอร์รัปชัน : โอกาสและความสำคัญของการกลับคืนเป็นภาคี TI Thailand

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับภูมิภาคของ Transparency International (TI) การเลือกประเทศไทยเป็นสถานที่จัดงานครั้งนี้มีนัยสำคัญ แม้ปัจจุบันไทยจะไม่มีภาคีประจำประเทศอย่างเป็นทางการ …

แนวหน้าต่อต้านคอร์รัปชัน : เมื่อ ‘งบก่อสร้าง’ ไม่ได้สร้างแค่ถนน แต่สร้างรายได้พิเศษให้บางคนด้วย

จากที่ผมได้รับเกียรติให้เข้าร่วมเป็นกรรมาธิการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ในนามนักวิชาการอิสระที่ไม่สังกัดพรรคการเมืองใด ผมถือว่าหน้าที่นี้คือโอกาสสำคัญที่จะได้ตรวจสอบการใช้งบประมาณแผ่นดินให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ และทรัพยากรของประเทศมีอยู่อย่างจำกัด

แนวหน้าต่อต้านคอร์รัปชัน : อัปเดตประชุมวิชาการโลกเรื่องคอร์รัปชัน

เมื่อช่วงต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา ผศ. ดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค Co-Founder บริษัท HAND Social Enterprise ได้รับเชิญไปบรรยายในงานประชุมทางวิชาการ Cambridge Economic Crime ที่จัดขึ้นเป็นปีที่ 40 แล้ว ซึ่งงานนี้ถือได้ว่าเป็นงานประชุมวิชาการระดับนานาชาติที่เกี่ยวข้องกับเรื่องคอร์รัปชันที่ใหญ่ที่สุดงานหนึ่ง โดยผศ. ดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค ได้เข้าร่วมบรรยายเกี่ยวกับผลงานวิจัยเรื่องประสิทธิภาพที่แท้จริงของความโปร่งใสในการต่อต้านคอร์รัปชัน ผ่านการศึกษาผลกระทบจากโครงการความโปร่งใสในการก่อสร้างภาครัฐ (Infrastructure Transparency: CoST)

You might also like...

KRAC Extract | ประชาธิปไตยไม่ใช่แค่ได้เลือก: บทเรียนจากความสัมพันธ์ระหว่างการเลือกตั้งและคอร์รัปชัน

KRAC Extract ชวนเจาะลึกความสัมพันธ์ระหว่าง “ความสุจริตของการเลือกตั้ง” กับ “คอร์รัปชัน” ที่ซับซ้อนกว่าที่คิด พร้อมบทเรียนสำคัญว่าทำไมการเลือกตั้งต้องมาพร้อมสถาบันเข้มแข็งและกลไกตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ

KRAC Insights I การต่อต้านคอร์รัปชันปี 2026: บทเรียนจากความสำเร็จ ความล้มเหลว และความท้าทายในอนาคต

ร่วมทบทวนพื้นฐานของทฤษฎีการศึกษาคอร์รัปชัน และถอดบทเรียนจากประสบการณ์การต่อต้านคอร์รัปชันของสหรัฐอเมริกา โดยศาสตราจารย์ Matthew C. Stephenson จาก Harvard Law School

KRAC Insight | ส่องบทเรียนผู้ตรวจการเลือกตั้ง จากการทําหน้าที่ตรวจสอบการเลือกตั้งในปี 62

ถอดบทเรียน “ผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจังหวัด” กับการตรวจสอบการเลือกตั้งในไทยจากการทำหน้าที่ในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2562 เพื่อเข้าใจบทบาและแนวทางการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพต่อการป้องกันการทุจริตเลือกตั้งมากขึ้น