คิดด้วยพลเมือง(See-Think-Cen’) : ITA ภาพลวงตาแห่งความโปร่งใสแบบ Made in Thailand รัฐไทยทำโชว์

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยพยายามใช้ ITA (Integrity and Transparency Assessment) หรือ “ดัชนีวัดคุณธรรมและความโปร่งใส” เป็นกลไกสำคัญในการตรวจสอบและกระตุ้นให้หน่วยงานภาครัฐมีความโปร่งใสมากขึ้น ทั้งยังให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี ประเด็นที่ 21 เรื่องการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ และมีเป้าหมายเพื่อยกระดับคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI: Corruption PerceptionsIndex) ของประเทศในระยะยาว

การประเมิน ITA ดำเนินการโดยสำนักงาน ป.ป.ช. จะถูกประเมินในด้านเอกสาร ขั้นตอนการทำงาน และความคิดเห็นจากเจ้าหน้าที่ภายใน รวมทั้งเสียงสะท้อนจากผู้รับบริการ โดยมีการเก็บข้อมูลออกเป็น 3 ส่วน คือ 1) การประเมินจากบุคลากรภายใน (Internal Integrity and TransparencyAssessment: IIT) 2) การประเมินจากผู้รับบริการ (External Integrity and Transparency Assessment : EIT) และ 3) การประเมินการเปิดเผยข้อมูล (Open Data Integrity and Transparency Assessment: OIT)

หากดูเพียงตัวเลข ITA ดูเหมือนประเทศไทยจะมีพัฒนาการที่ดีขึ้นแบบ Amazing Thailand ตามความพยายามที่ทุ่มเทที่อยากจะโปร่งใส จากเว็บไซต์สำนักประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส ของ ป.ป.ช. ระบุว่า คะแนน ITA เฉลี่ยของประเทศเพิ่มขึ้นในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งในปี 2568 ได้คะแนนถึง 93.82 คะแนน อยู่ในเกณฑ์ “ผ่านดี” เกือบทุกมิติ แต่เมื่อลองเปรียบเทียบกับ CPI (Corruption PerceptionsIndex) ซึ่งเป็นดัชนีสะท้อนการรับรู้การทุจริตที่องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) กลับพบความย้อนแย้งว่าในช่วงตลอด 5 ปีที่ผ่านมาคะแนน CPI ของไทยแทบไม่ขยับจาก 35-36คะแนน และในปี 2567 ยังลดลงเหลือ 34 คะแนน รั้งอันดับที่ 107 จาก 180 ประเทศ พูดง่ายๆ คือ สอบตกซ้ำซ้อน

ความย้อนแย้งนี้นำไปสู่คำถามสำคัญว่า ทำไม ITA ของไทยจึงออกมาสวยหรู แต่ประสบการณ์จริงของประชาชนและภาพลักษณ์ในสายตานานาชาติกลับตรงกันข้ามกันขนาดนี้?

“เมื่อตัวเลขที่ดูดี สวนทางกับความเป็นจริงที่น่ากังวล”

จากข้อมูลที่เพจ “data viz”นำเสนอภาพสรุปข้อมูลการประเมินคะแนน ITA ปี 2568 หน่วยงานภาครัฐที่ได้รับการประเมินกว่า 8,000 หน่วยงานนั้น มีหน่วยงานที่ได้คะแนนมากกว่า 90 คะแนนเต็ม 100 คะแนนมากถึงกว่า 6,000 หน่วยงาน (คิดเป็นร้อยละ 82%) และมีถึง 9 หน่วยงานที่ได้ 100 คะแนนเต็ม นี่สะท้อนถึงความโปร่งใสที่สมบูรณ์แบบในเชิงตัวเลข แต่เมื่อพิจารณาข่าวสารและเหตุการณ์การทุจริตที่เกิดขึ้นจริงในสังคมไทยกลับพบว่า สถานการณ์จริงกลับแตกต่างอย่างสิ้นเชิง…

อาคาร 2 พันล้าน ของ สตง. ถล่ม หลังเหตุแผ่นดินไหว

หากยังพอจำกันได้ เหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อเดือนมีนาคม 2568 ได้ทำให้เกิดความเสียหายหลายจุดในประเทศไทย แต่สิ่งที่สร้างความตกตะลึงคือ อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่กำลังก่อสร้างในกรุงเทพฯ กลับเป็น อาคารแห่งเดียวที่พังถล่มลงมา สร้างข้อกังขาว่าโครงการก่อสร้างที่ใช้งบประมาณจำนวนมหาศาลนั้นมีความโปร่งใสจริงหรือไม่ ทั้งที่หน่วยงานนี้เองมีหน้าที่โดยตรงในการตรวจสอบความสุจริตของรัฐเสียด้วยซ้ำ และการประเมิน ITA ในปี 2568 สตง. ก็ได้คว้าอันดับ 1 องค์กรอิสระโปร่งใสสูงสุด ด้วย 94.64 คะแนน

นายก อบจ. มุกดาหาร เรียกรับสินบนจากคู่สัญญา

เพียงไม่กี่วันหลังประกาศผลการประเมิน ITA ก็มีข่าวดังว่า นายก อบจ. แห่งหนึ่งในภาคอีสาน ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปปป. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าจับกุม พร้อมเงินสดจำนวน 200,000 บาท ซึ่งเป็นเงินที่เรียกรับจากผู้รับเหมาที่เป็นคู่สัญญา โดยมีการข่มขู่ว่าหากไม่จ่ายส่วนนี้ จะถูกกลั่นแกล้งให้ตรวจสอบว่าโครงการก่อสร้างที่ทำเสร็จแล้วนั้นไม่ได้มาตรฐานและไม่อนุญาตให้เบิกจ่ายงบประมาณจากรัฐ

เหตุการณ์จริงเหล่านี้ทำให้เกิดคำถามสำคัญตามมาว่า หากเครื่องมือการประเมินไม่สามารถสะท้อนความเป็นจริงได้ เราจะยังใช้ข้อมูลเหล่านั้นเป็นหลักในการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันได้จริงหรือ? ยิ่งไปกว่านั้น การที่ภาครัฐมุ่งยึดติดกับคะแนน ITA ที่สูงขึ้นทุกปี อาจกลายเป็นดาบสองคม สร้างเพียงภาพลวงว่ารัฐโปร่งใส แต่ละเลยปัญหาที่ฝังรากลึกในโครงสร้างราชการและระบบอำนาจ ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้คะแนน CPI ของไทยไม่ขยับ และยังบั่นทอนความเชื่อมั่นทั้งในประเทศและต่างประเทศ

มุ่งแก้ไขเชิงระบบ ไม่ใช่แค่ตัวเลข

สิ่งที่หน่วยงานภาครัฐควรทำไม่ใช่เพียง “รักษาคะแนน ITA ให้สูง” แต่ต้องหันกลับมาทบทวนว่าตัวชี้วัดที่มีอยู่สะท้อนความจริงได้เพียงใด ผู้เขียนขอเสนอแนวทางการปรับปรุงเพื่อยกระดับเครื่องมือให้มีประสิทธิภาพและน่าเชื่อถือมากขึ้น ดังนี้

ส่วนที่ 1 การปรับปรุงคุณภาพการประเมิน IIT และ EIT ควรสร้างกลไกการคุ้มครองผู้ให้ข้อมูลที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือมากขึ้น เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้ตอบแบบสอบถามสามารถให้ข้อมูลที่ตรงไปตรงมาได้โดยไม่มีความกังวลหรือ “เกรงใจเจ้านาย” นอกจากนี้ ควรเพิ่มช่องทางการเก็บข้อมูลที่หลากหลายที่ประชาชนมีส่วนร่วม เช่น การวิเคราะห์ข้อมูลจากการร้องเรียนเรื่องส่อทุจริตหรือความไม่โปร่งใสในการดำเนินการต่างๆ ระหว่างหน่วยงานกับประชาชน หรือการใช้ข้อมูลจากหน่วยงานอิสระที่ตรวจสอบการทุจริต ซึ่งแตกต่างจากการประเมิน EIT ที่ใช้วิธี “สุ่มตัวอย่าง” และ “แบบสอบถาม” ที่กำหนดไว้ล่วงหน้าเพียงอย่างเดียว ข้อมูลที่ได้อาจไม่สามารถสะท้อนปัญหาที่แท้จริง และผู้ตอบอาจให้ข้อมูลที่เป็นบวกเพราะไม่ได้มีประสบการณ์เชิงลบที่ชัดเจน หรือคำถามอาจไม่ได้ครอบคลุมประเด็นปัญหาที่ซับซ้อน ดังนั้นการใช้ข้อมูลที่เกิดขึ้นจริง จากเหตุการณ์ที่ผู้ตอบแบบสอบถามเจอโดยตรง จะเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ที่สะท้อนปัญหาที่เฉพาะเจาะจงมากกว่าการประเมินแบบสำรวจแบบที่มีอยู่

ส่วนที่ 2 การเปลี่ยนเกณฑ์ประเมิน OIT สู่มาตรฐานสากล ควรเปลี่ยนเกณฑ์การประเมินจากแค่ “การมี” เป็น “การใช้ข้อมูลได้จริง” โดยยึดหลักการสากล Open Government Data ของ OECD โดยพิจารณาว่าข้อมูลที่เปิดเผยนั้นอยู่ในรูปแบบที่สามารถนำไปวิเคราะห์ต่อได้ และเป็นข้อมูลที่ทันสมัย สามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนและภาคประชาสังคมในการตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณหรือการดำเนินงานของภาครัฐได้อย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงแค่ติดป้ายประกาศเชิงสัญลักษณ์อย่างนโยบาย No gift policy ที่ไม่มีการบังคับใช้อย่างจริงจัง แต่มีแค่ประกาศไว้ก็ผ่านเกณฑ์ประเมินแล้ว

สุดท้ายนี้ คะแนน ITA ที่สวยหรูของไทยวันนี้อาจทำให้เราดูเหมือนเป็นรัฐที่โปร่งใส แต่ความเป็นจริงที่สะท้อนจากผลคะแนน CPI และประสบการณ์จริงของประชาชน กลับสะท้อนว่าเครื่องมือวัดความโปร่งใสของรัฐไทยยังคงเป็นเพียงภาพลวงตาแห่งความโปร่งใสของหน่วยงานรัฐที่สร้างขึ้นบนกระดาษ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “แบบประเมิน” เพียงอย่างเดียว แต่คือโครงสร้างอำนาจและวัฒนธรรมการทำงานที่เอื้อให้เกิดการทุจริต

หากรัฐยังคงใช้ ITA เป็นเพียงเครื่องประดับทางภาพลักษณ์ และไม่กล้าแก้ไขปัญหาเชิงระบบ ตั้งแต่การสร้างความโปร่งใสด้วยการเปิดเผยข้อมูลตามมาตรฐานสากล ไปจนถึงการสร้างกลไกการมีส่วนร่วมและการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง ประเทศไทยของเราก็จะยังติดกับดัก “Made in Thailand ความโปร่งใสที่รัฐผลิตขึ้นเองเพื่อโชว์ แต่ไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นและแก้ไขรากเหง้าของการคอร์รัปชันได้เลย”

ปีที่แต่ง (พ.ศ.)
2568
ผู้แต่ง

รักษ์ป่า อู่สุวรรณ

หน่วยงานสนับสนุน

หัวข้อ
Related Content

แนวหน้าต่อต้านคอร์รัปชัน : โอกาสและความสำคัญของการกลับคืนเป็นภาคี TI Thailand

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับภูมิภาคของ Transparency International (TI) การเลือกประเทศไทยเป็นสถานที่จัดงานครั้งนี้มีนัยสำคัญ แม้ปัจจุบันไทยจะไม่มีภาคีประจำประเทศอย่างเป็นทางการ …

แนวหน้าต่อต้านคอร์รัปชัน : เมื่อ ‘งบก่อสร้าง’ ไม่ได้สร้างแค่ถนน แต่สร้างรายได้พิเศษให้บางคนด้วย

จากที่ผมได้รับเกียรติให้เข้าร่วมเป็นกรรมาธิการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ในนามนักวิชาการอิสระที่ไม่สังกัดพรรคการเมืองใด ผมถือว่าหน้าที่นี้คือโอกาสสำคัญที่จะได้ตรวจสอบการใช้งบประมาณแผ่นดินให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ และทรัพยากรของประเทศมีอยู่อย่างจำกัด

แนวหน้าต่อต้านคอร์รัปชัน : อัปเดตประชุมวิชาการโลกเรื่องคอร์รัปชัน

เมื่อช่วงต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา ผศ. ดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค Co-Founder บริษัท HAND Social Enterprise ได้รับเชิญไปบรรยายในงานประชุมทางวิชาการ Cambridge Economic Crime ที่จัดขึ้นเป็นปีที่ 40 แล้ว ซึ่งงานนี้ถือได้ว่าเป็นงานประชุมวิชาการระดับนานาชาติที่เกี่ยวข้องกับเรื่องคอร์รัปชันที่ใหญ่ที่สุดงานหนึ่ง โดยผศ. ดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค ได้เข้าร่วมบรรยายเกี่ยวกับผลงานวิจัยเรื่องประสิทธิภาพที่แท้จริงของความโปร่งใสในการต่อต้านคอร์รัปชัน ผ่านการศึกษาผลกระทบจากโครงการความโปร่งใสในการก่อสร้างภาครัฐ (Infrastructure Transparency: CoST)

You might also like...

KRAC Insights I How We Define Corruption: นิยามจากฐานรากผ่านเสียงของผู้แบกรับผลคอร์รัปชัน

KRAC ชวนอ่านสรุปเวทีเปิดตัวรายงาน How We Define Corruption โดย มูลนิธิศักยภาพชุมชนx HAND x KRAC x สถาบันสัญญาธรรมศักดิ์เพื่อประชาธิปไตย ถอด “นิยามคอร์รัปชันจากฐานราก” ผ่าน 6 ประชากรกลุ่มชายขอบ พร้อมเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองคอร์รัปชันในมิติการเมืองและ ผลกระทบต่อชีวิตประชาชน

คิดด้วยพลเมือง(See-Think-Cen’) : เมื่อระบบธรรมาภิบาลไม่อาจป้องกันอำนาจนอกระบบได้

เมื่อองค์กรมีระบบธรรมาภิบาลที่ดี แต่ไม่สามารถปกป้องคนที่กล้าตั้งคำถามระบบนั้นยังมีความหมายอยู่หรือเปล่า?