เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมได้รับเกียรติให้ไปร่วมเสวนาในหัวข้อ “The Trust Blueprint: Designing Integrity for Thailand’s Future” บนเวที The Standard Economic Forum ร่วมกับศาสตราจารย์พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์, รองผู้ว่าฯ กทม. ศานนท์ หวังสร้างบุญ และมีคุณเคน นครินทร์ เป็นผู้ดำเนินรายการ วันนั้นเราแลกเปลี่ยนกันอย่างลึกซึ้งถึงคำถามที่สำคัญที่สุดของการปฏิรูปต่อต้านคอร์รัปชัน
“เราจะออกจากยุคของการจับคนโกง ไปสู่ยุคของการออกแบบระบบที่โกงไม่ได้อย่างไร?”
เพราะตราบใดที่เรายังมอง “คอร์รัปชัน” เป็นเพียงปัญหาศีลธรรมของปัจเจก เราก็จะติดอยู่ในวงจรเดิมของการ “จับให้ได้ ไล่ให้ทัน” ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ และมักจบลงด้วยความเหนื่อยล้าและความไม่เชื่อถือของประชาชน แต่ถ้าเราเปลี่ยนมุมมองมาเป็นโจทย์เชิงระบบ โดยถามว่า “เราจะออกแบบกติกาให้โกงไม่ได้ตั้งแต่ต้นได้อย่างไร?” เราอาจพบว่า การแก้ปัญหาคอร์รัปชันไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการสร้างคนดีเท่านั้น แต่อาจเริ่มจากการสร้างระบบที่ดีให้คนธรรมดาทำสิ่งถูกต้องได้ง่ายขึ้น
เรื่องที่คุยกันไปนี้สอดคล้องกับ บทความ “หยุดโกงใน 100 วัน” ของผมที่เผยแพร่ออกไปเมื่อหลายสัปดาห์ก่อนพอดี และที่น่าสนใจคือ มีหลายเสียงถามกลับมาว่า แนวคิดนี้ฟังดูดีแต่จะทำได้จริงหรือ? รัฐบาลไหนจะกล้าแตะผลประโยชน์เก่าๆ ภายในเวลาเพียงสามเดือน? และถ้าจะทำจริง จะเริ่มจากตรงไหนก่อน? คำถามเหล่านี้ไม่ใช่เพียงคำถามธรรมดา แต่สะท้อนความจริงของสังคมไทยที่เริ่มหมดศรัทธาในคำว่า“ปฏิรูป” เพราะเราได้ยินคำนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่ามาหลายยุคหลายสมัย แต่ไม่ค่อยเห็นการเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้
ผมจึงเริ่มคิดว่า หรือสิ่งที่เรายังขาดอยู่ไม่ใช่ “ความตั้งใจ” แต่คือ “คู่มือ” ที่จะทำให้ความตั้งใจเหล่านั้นลงมือได้จริง เรามีรายงาน มีนโยบาย และมีแผนยุทธศาสตร์มากมาย แต่สิ่งเหล่านั้นมักเต็มไปด้วยภาษาทางเทคนิคและกลไกเชิงนโยบายที่ซับซ้อน จนคนที่ต้องลงมือจริงไม่รู้จะเริ่มตรงไหนก่อน เมื่อเปลี่ยนรัฐบาลทุกอย่างก็เริ่มนับหนึ่งใหม่ เหมือนพยายามต่อจิ๊กซอว์โดยไม่มีภาพต้นแบบ สุดท้ายความพยายามดีๆ ก็กลายเป็นเพียงเอกสารในชั้นหนังสือ
สิ่งที่ผมอยากเห็นจึงไม่ใช่รายงานชิ้นใหม่ แต่คือ “คู่มือรัฐบาลที่อยากโปร่งใสจริง” ที่พูดด้วยภาษาของการลงมือ ไม่ใช่ภาษาของการประกาศเจตจำนง มันจะไม่อธิบายว่าคอร์รัปชันคืออะไร เพราะเราทุกคนรู้ดีอยู่แล้วว่ามันคือปัญหา แต่จะพูดให้เห็นว่า ถ้ารัฐบาลใหม่ที่เข้ามาบริหารประเทศวันนี้ ตั้งใจจริงที่จะหยุดโกง เขาสามารถเริ่มได้จากตรงไหนก่อน และในเวลาเพียง 100 วัน จะทำให้ประชาชนเห็นสัญญาณของความเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร
ผมจึงมีความคิดอยากเขียนหนังสือที่เป็น “ภาคสนาม” มากกว่าห้องเรียน ไม่ใช่การวิเคราะห์เชิงทฤษฎีเท่านั้น แต่เป็นการจัดลำดับการลงมือในช่วงเวลาที่จำกัดที่สุด เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่มองเห็นได้จริง เช่นเดียวกับประเทศที่เคยเริ่มจากศูนย์แต่ลุกขึ้นสร้างระบบโปร่งใสได้ภายในไม่กี่เดือนอย่างเกาหลีใต้ เอสโตเนีย และอินโดนีเซีย ซึ่งล้วนมีสิ่งหนึ่งเหมือนกัน พวกเขาเริ่มจากการออกแบบระบบ ไม่ใช่จากคำขวัญ
ในหัวของผมตอนนี้ หนังสือ หยุดโกงใน 100 วันน่าจะเดินเรื่องผ่าน “เส้นเวลา 100 วัน” เหมือนการวางแผนงานของรัฐบาลจริง แบ่งออกเป็น 5 ช่วงหลัก ช่วงแรกคือ10 วันแรกของการ “ตั้งหลัก” ตั้งหน่วยยุทธศาสตร์ต่อต้านคอร์รัปชันในทำเนียบรัฐบาล และประกาศนโยบาย “Open by Default – เปิดทุกอย่างที่เปิดได้” เพื่อเริ่มสร้างวัฒนธรรมใหม่ของการเปิดเผยข้อมูลตั้งแต่ต้นทาง
ต่อมาคือ 30 วันแรกที่ต้อง “ตัดวงจรโกง” ที่ฝังรากเช่น ทบทวนกฎหมายล้าสมัย เปิดสัญญารัฐทั้งหมด และสร้างฐานข้อมูลผู้มีอิทธิพลทางการเมืองเพื่อเชื่อมโยงผลประโยชน์ข้ามภาคส่วน จากนั้น 60 วันถัดมา รัฐบาลต้องเปิดพื้นที่ให้ประชาชนร่วมตรวจสอบข้อมูลอย่างเต็มที่ ตั้ง “ห้องทดลองสาร”เพื่อออกแบบการสื่อสารต่อต้านคอร์รัปชันที่ใช้ข้อมูลจริง ไม่ใช่คำขวัญทางศีลธรรม และเมื่อครบ 100 วัน รัฐบาลต้องประกาศรายงานต่อสาธารณะว่า อะไรทำได้แล้ว อะไรยังค้าง และอะไรต้องเดินหน้าต่อ พร้อมเปิดเผยตัวชี้วัดโปร่งใสของทุกกระทรวงแบบเรียลไทม์ให้ประชาชนติดตามได้ด้วยตนเอง
แน่นอนว่านี่เป็นเพียงภาพรวม ไม่ใช่รายละเอียดทั้งหมด แต่จุดสำคัญคือ “มันทำได้” และถ้าทำจริง จะสร้างแรงกระเพื่อมในระบบราชการอย่างมหาศาล เพราะทุกคนจะเริ่มเห็นว่า ความโปร่งใสไม่ใช่เรื่องที่ไกลตัวอีกต่อไป
สิ่งที่ผมตั้งใจที่สุดคือ หนังสือเล่มนี้จะไม่พูดด้วยน้ำเสียงของการตำหนิหรือกล่าวหา เพราะการแก้ปัญหาคอร์รัปชันไม่อาจเกิดขึ้นได้จากการชี้นิ้ว แต่ต้องเริ่มจากการร่วมมือ ผมเชื่อว่าการหยุดโกงไม่ได้ขึ้นอยู่กับการหาคนดี แต่ขึ้นอยู่กับการสร้างระบบที่ทำให้โกงไม่ได้ คอร์รัปชันจะลดลงเมื่อสังคมออกแบบกลไกให้ทุกการใช้อำนาจเปิดเผยตรวจสอบได้ และมีต้นทุนสูงพอสำหรับผู้ที่คิดจะทุจริต
หนังสือเล่มนี้จึงอยากเป็น “สมุดคู่ใจของคนทำงานที่อยากเห็นประเทศดีขึ้น” มากกว่า “สมุดบันทึกของคนที่กล่าวโทษผู้อื่น” มันจะใช้โทนเสียงที่สร้างสรรค์และอบอุ่น เพื่อเชิญชวนให้ทุกภาคส่วนรู้สึกว่า การหยุดโกงไม่ใช่หน้าที่ของใครคนหนึ่ง แต่เป็นงานของคนทั้งประเทศ
อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้ยังเป็นเพียงแนวคิดตั้งต้น ผมยังไม่ได้เริ่มเขียนหนังสือจริงจัง เพราะอยากฟังเสียงของสังคมก่อน ว่าเราควรมีหนังสือแบบนี้หรือไม่ ถ้ามี จะเขียนอย่างไรให้เป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นผู้นำ ข้าราชการ หรือประชาชน และที่สำคัญ คุณอยากเห็นประเด็นอะไรอยู่ใน “100 วันหยุดโกง” ของรัฐบาลใหม่บ้าง?
เราอยากให้มันพูดถึงระบบราชการที่ช้าและซ้ำซ้อนหรือไม่? อยากให้มีบทว่าด้วยการใช้เทคโนโลยีเปิดเผยข้อมูลภาครัฐแบบเรียลไทม์ไหม? หรืออยากให้เน้นเรื่องการสร้างจิตสำนึกในภาคประชาชนมากกว่า? ทุกเสียงสำคัญเท่ากัน เพราะนี่ไม่ใช่หนังสือของใครคนเดียว แต่คือหนังสือของสังคมที่อยากเห็นประเทศเดินหน้าอย่างโปร่งใส
ผมเชื่อว่าการหยุดโกงจะไม่เกิดขึ้นเพราะเรามีคนดีเพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่จะเกิดขึ้นเมื่อเราร่วมกันสร้างระบบที่โกงไม่ได้ด้วย หยุดโกงใน 100 วัน อาจเป็นเพียงแบบร่างแรกของความพยายามนั้น แต่ถ้าเราช่วยกันตั้งคำถาม แสดงความคิดเห็นและร่วมกันออกแบบ มันอาจกลายเป็น “หนังสือเล่มเล็กที่จุดประกายการเปลี่ยนแปลงใหญ่ของประเทศ” ได้จริงๆ
เพราะสุดท้ายแล้ว การต่อต้านคอร์รัปชันไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง แต่คือเรื่องของเราทุกคน และการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อคนทั้งสังคมเริ่มพูดเรื่องเดียวกัน เรื่องของ “ระบบที่โกงไม่ได้”
แล้วคุณล่ะ คิดว่าใน 100 วันแรก รัฐบาลควรเริ่มหยุดโกงจากตรงไหนก่อน?
- รศ.ดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค
- รศ.ดร.ต่อตระกูล ยมนาค
หัวข้อ
แนวหน้าต่อต้านคอร์รัปชัน : โอปป้า เพื่อระบบที่ดีสร้างสังคมยั่งยืน
โอปป้าจ๋าช่วยด้วยยยย ! ทำไมคอร์รัปชันยังไม่หมดไปสักที หลาย ๆ คนอาจจะสงสัยว่า ทำไมเราถึงอยากปฏิรูปการศึกษาก็ทำไม่ได้ อยากป้องกันทรัพยากรธรรมชาติก็ทำได้ยากเพราะมีคนแย่งหาผลประโยชน์กันเต็มไปหมด หรือแม้แต่การสร้างสวัสดิการที่ดีให้กับประชาชนก็ดันไม่ถึงมือประชาชนอีก ซึ่งส่วนหนึ่งอาจมาจากการคอร์รัปชันที่ยังไม่สามารถแก้ไขให้หมดไปได้นั่นเอง
แนวหน้าต่อต้านคอร์รัปชัน : เวทีต้านโกงระดับโลก เขาพูดคุยอะไรกัน
4 ประเด็นน่าสนใจจาก “Summit for Democracy 2023” การประชุมระดับโลกเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา ผศ. ดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค ผู้ร่วมก่อตั้งและที่ปรึกษา HAND Social Enterprise HANDSocialEnterprise ได้รับเชิญจากรัฐบาลเกาหลีใต้ให้ไปร่วมเสวนาในงาน Summit for Democracy 2023 หัวข้อหลักงานปีนี้คือ “การต่อต้านคอร์รัปชัน” เชื่อมโยงคำอธิบายว่า การคอร์รัปชันบ่อนทำลายประชาธิปไตย ในทางกลับกันประเทศที่ประชาธิปไตยไม่เข้มแข็งจะทำให้คอร์รัปชันสูงขึ้น
แนวหน้าต่อต้านคอร์รัปชัน : เรามีคนโกงเพิ่มขึ้น หรือ เราจับคนโกงได้มากขึ้น
แจ้งไม่เยอะแน่นะวิ ! ปี 65 พบการแจ้งเรื่องทุจริตเกือบ 10,000 เรื่องในไทย เคยสงสัยกันบ้างไหมว่าทั้งๆ ที่มีหน่วยงานปราบโกงที่มีอำนาจทางกฎหมายล้นเหลืออยู่หลายหน่วยงาน ทำไมระดับการคอร์รัปชันของไทยยังดูจะแย่ลงเรื่อยๆ


