นักศึกษามีพฤติกรรมความไม่ทนและความละอายต่อการกระทำการทุจริตอยู่ในระดับมาก และพบว่าสาขาวิชาที่ศึกษาแตกต่างกันของนักศึกษาแสดงถึงพฤติกรรมความไม่ทนและความละอายต่อการกระทำทุจริตที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับพฤติกรรมความไม่ทนและความละอายต่อการกระทำการทุจริต และเปรียบเทียบพฤติกรรมความไม่ทนและความละอายต่อการกระทำการทุจริตของนักศึกษาวิทยาลัยเซนต์หลุยส์และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ
โดยใช้วิธีการศึกษาเชิงปริมาณในการสำรวจกลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาระดับปริญญาตรีในปีการศึกษา 2560 ของวิทยาลัยเซนต์หลุยส์ จำนวน 205 คน และนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ จำนวน 240 คน ซึ่งใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย จำแนกตามสาขาวิชา และใช้เครื่องมือแบบสอบถามในการสำรวจ จากนั้นจึงนำข้อมูลมาวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว
ผลการศึกษา พบว่า พฤติกรรมความไม่ทนและความละอายต่อการกระทำการทุจริตของนักศึกษานักศึกษาวิทยาลัยเซนต์หลุยส์และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิอยู่ในระดับมาก เมื่อเปรียบเทียบในสาขาวิชาที่ศึกษาพบว่า ณ ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 นักศึกษามีพฤติกรรมความไม่ทนและความละอายต่อการกระทำทุจริตแตกต่างกันเมื่อมีสาขาวิชาศึกษาที่แตกต่างกัน โดยนักศึกษาในสาขาวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ มีคะแนนค่าเฉลี่ยของพฤติกรรมความไม่ทนและความละอายต่อการกระทำการทุจริตสูงที่สุด
รูปแบบ APA
อัชฌา ชื่นบุญ, ชุติมา แสงดารารัตน์ และ ชญารัตน์ บุญพุฒิกร. (2561). การเปรียบเทียบพฤติกรรมความไม่ทนและความละอายต่อการกระทำการทุจริตของนักศึกษาวิทยาลัยเซนต์หลุยส์กับนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ. วารสารสุขภาพกับการจัดการสุขภาพ, 4(1-2), 76–85.
- อัชฌา ชื่นบุญ
- ชุติมา แสงดารารัตน์
- ชญารัตน์ บุญพุฒิกร
หัวข้อ
โมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุพฤติกรรมความไม่ทนและความละอายต่อการกระทำการทุจริตของนักศึกษาวิทยาลัยเซนต์หลุยส์
บทความนี้วิเคราะห์โมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของพฤติกรรมไม่ทนและความละอายต่อการทุจริตของนักศึกษา โดยชี้ว่าความตั้งใจมีอิทธิพลโดยตรง พร้อมเสนอบทบาทสถาบันการศึกษาในการเสริมสร้างเจตคติอย่างยั่งยืน
โครงการวิจัยและประสานงานเพื่อสังคมไทยไร้คอร์รัปชัน
เพื่อออกแบบงานวิจัยสำหรับแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันบนฐานการมีส่วนร่วมของประชาชนและภาคส่วนต่าง ๆ รวมถึงพัฒนาระบบและเครื่องมือใหม่ในการป้องกันและลดคอร์รัปชันในระดับพื้นที่
โครงการวิจัยเพื่อสังคมไทยไร้คอร์รัปชัน ระยะที่ 2
จัดทำข้อเสนอเพื่อเสริมพลังการมีส่วนร่วมของประชาชนในการต่อต้านคอร์รัปชัน ผ่านงานวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (PAR) และกระบวนการ Design Thinking เพื่อเข้าใจปัญหาจากมุมมองประชาชนและพัฒนานวัตกรรมแก้ไขที่ใช้ได้จริง


