การประเมินโครงการจัดหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา โรงเรียนมัธยมศึกษา สหวิทยาเขตสุราษฎร์ธานี 2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 11

หลักสูตรต้านทุจริตศึกษาในโรงเรียนควรได้รับการพัฒนาให้สอดคล้องกับความต้องการของชุมชนผ่านการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย รวมถึงการมีแหล่งเรียนรู้ที่เหมาะสม และการติดตามผลการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

 

โรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 11 ได้ดำเนินการประยุกต์ใช้หลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน นิเทศกำกับ และติดตามผลการขับเคลื่อน ดังนั้น การศึกษาให้ครั้งนี้จึงต้องการการประเมินโครงการจัดหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา ในโรงเรียนมัธยมศึกษา สหวิทยาเขตสุราษฎร์ธานี 2 สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 11 ว่ามีคุณภาพ ประสิทธิภาพ และประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใด

 

โดยใช้วิธีการศึกษาตามรูปแบบ CIPP Model ซึ่งมีกลุ่มตัวอย่างคือ ครูและบุคลากรทางการศึกษาในโรงเรียนมัธยมศึกษา สหวิทยาเขตสุราษฎร์ธานี 2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 11 จำนวน 221 คน และใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล

 

ผลการศึกษา พบว่า โครงการจัดหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาของโรงเรียนมัธยมศึกษา ได้รับคะแนนการประเมินความเหมาะสมด้านบริบท ปัจจัยนำเข้า กระบวนการ และผลผลิต ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ทั้งนี้ เพื่อให้หลักสูตรฯ มีประสิทธิภาพมากขึ้นโรงเรียนควรดำเนินหลักสูตรฯ ให้สอดคล้องกับความต้องการของชุมชนผ่านการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย ควรจัดให้มีแหล่งเรียนรู้ที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน ควรมีการนิเทศติดตามการใช้หลักสูตรฯ อย่างต่อเนื่องและนำผลมาวิเคราะห์เพื่อพัฒนาหลักสูตรฯ ร่วมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และควรมีการส่งเสริมให้นักเรียนเป็นผู้มีจิตสาธารณะต่อชุมชน

เอกสารอ้างอิง

รูปแบบ APA

พรพรรณ แก้วสุกศรี, ชูศักดิ์ เอกเพชร และณิชาภัทร จาวิสูตร. (2565). การประเมินโครงการจัดหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา โรงเรียนมัธยมศึกษา สหวิทยาเขตสุราษฎร์ธานี 2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 11. วารสารสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ, 1(3), 86–100.

ปีที่แต่ง (พ.ศ.)
2565
ผู้แต่ง
  • พรพรรณ แก้วสุกศรี
  • ชูศักดิ์ เอกเพชร
  • ณิชาภัทร จาวิสูตร
วารสารที่ตีพิมพ์

หัวข้อ
Related Content

โมเดลภาคีเครือข่ายในการป้องกันการทุจริตเลือกตั้งท้องถิ่นในประเทศไทย

ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จของเครือข่ายป้องกันการทุจริตเลือกตั้งท้องถิ่น คือ ความเข้าใจเเละรู้จักท้องถิ่นของตนเอง และเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินการของ อปท. อย่างต่อเนื่อง

โมเดลทางทฤษฏีเชื่อมโยงดัชนี ITA ในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐและความคิดที่จะออกมาแจ้งเบาะแสการทุจริตในภาครัฐ

งานวิจัยชี้ว่า 3 ปัจจัยที่มีความสำคัญต่อความคิดของบุคคลที่จะออกมาแจ้งเบาะแสในหน่วยงาน ได้เเก่ จริยธรรมขององค์กรที่มีผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานเพื่อสาธารณะ ความสามารถในการตัดสินใจเชิงจริยธรรมของเเต่ละบุคคล และความรู้สึกปลอดภัยในการเเสดงความคิดเห็น

โมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุพฤติกรรมความไม่ทนและความละอายต่อการกระทำการทุจริตของนักศึกษาวิทยาลัยเซนต์หลุยส์

บทความนี้วิเคราะห์โมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของพฤติกรรมไม่ทนและความละอายต่อการทุจริตของนักศึกษา โดยชี้ว่าความตั้งใจมีอิทธิพลโดยตรง พร้อมเสนอบทบาทสถาบันการศึกษาในการเสริมสร้างเจตคติอย่างยั่งยืน

You might also like...

ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของความพร้อมรับผิด วัฒนธรรมคุณธรรมในองค์กร คุณธรรมการทำงานในหน่วยงาน ที่ส่งผลต่อความปลอดจากการทุจริตและความโปร่งใสของ อปท. จ.อุตรดิตถ์

ความโปร่งใสเริ่มต้นจากวัฒนธรรมคุณธรรมในองค์กร ไม่ใช่แค่กฎหมายหรือบทลงโทษ งานวิจัยนี้เผยให้เห็นว่าการสร้างความรับผิดชอบร่วมกันคือกุญแจสำคัญในการลดทุจริตและยกระดับธรรมาภิบาลของท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

ความท้าทายของผู้สอบบัญชีต่อการตรวจสอบการทุจริตในงบการเงินในยุคชีวิตวิถีใหม่

โลกยุค New Normal ทำให้การตรวจสอบการทุจริตซับซ้อนยิ่งขึ้น งานวิจัยนี้เผยความท้าทายของผู้สอบบัญชีและชี้ทางออกด้วยเทคโนโลยีใหม่ จรรยาบรรณวิชาชีพ และการตรวจสอบเชิงสืบสวนเพื่อสร้างความโปร่งใสและเชื่อมั่นทางการเงิน

การเสริมสร้างวัฒนธรรมค่านิยมสุจริตและการต่อต้านการทุจริตของเยาวชนภายใต้แนวคิด “โตไปไม่โกง”

เยาวชนคือกุญแจสำคัญในการหยุดวงจรคอร์รัปชัน งานวิจัย “โตไปไม่โกง” ชี้ว่าครอบครัว โรงเรียน ชุมชน และศาสนามีบทบาทสำคัญในการปลูกฝังค่านิยมสุจริตและสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กรู้จักละอายต่อการโกงตั้งแต่เล็ก