คอร์รัปชันไม่ใช่ปัญหาของประเทศใดประเทศหนึ่งอีกต่อไป
ก่อนหน้านี้หลายคนมองว่า “คอร์รัปชัน” เป็นเพียงปัญหาของนักการเมืองหรือเจ้าหน้าที่รัฐในแต่ละประเทศ แต่ในโลกปัจจุบัน ความจริงกลับซับซ้อนกว่านั้นมาก เพราะคอร์รัปชันได้พัฒนาเป็นเครือข่ายข้ามชาติที่เชื่อมโยงกับระบบการเงิน เทคโนโลยี และการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศอย่างแนบแน่น หากประเทศต่าง ๆ ยังใช้แนวทางเดิมในการรับมือ ย่อมยากที่จะหยุดยั้งปัญหาที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว
แนวคิดนี้เป็นสาระสำคัญจากปาฐกถาพิเศษของ François Valérian ประธานองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) ภายในงานประชุมเชิงวิชาการด้านการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันในระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ครั้งที่ 4 ประจำปี 2569 ซึ่งชี้ให้เห็นว่า การต่อต้านคอร์รัปชันในศตวรรษที่ 21 จำเป็นต้องเปลี่ยนจากการมุ่งจับผู้กระทำผิดหลังเกิดเหตุ ไปสู่การสร้างระบบที่ทำให้การทุจริตเกิดขึ้นได้ยากตั้งแต่แรก ผ่านความโปร่งใส การเชื่อมโยงข้อมูล และความร่วมมือระหว่างประเทศ
คอร์รัปชันกำลังบั่นทอนเศรษฐกิจโลก
Transparency International ยึดถือหลักการมาตั้งแต่ก่อตั้งองค์กรเมื่อปี พ.ศ. 2536 ว่า “อำนาจรัฐต้องถูกใช้เพื่อประโยชน์ของประชาชน ไม่ใช่เพื่อสร้างความมั่งคั่งให้กับผู้มีอำนาจ” หลักการนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของธรรมาภิบาลที่ทุกประเทศควรยึดถือ
เมื่อรัฐบาลบริหารงบประมาณอย่างโปร่งใส รายได้จากภาษีถูกนำไปใช้อย่างเหมาะสมเพื่อประชาชน ประเทศก็มีโอกาสเติบโตทางเศรษฐกิจได้อย่างมั่นคง ขณะเดียวกัน นักลงทุนก็มีความเชื่อมั่นที่จะเข้ามาลงทุนมากขึ้น เพราะรู้ว่ากติกาของประเทศมีความเป็นธรรมและคาดการณ์ได้ ในทางกลับกัน หากงบประมาณจำนวนมหาศาลรั่วไหลไปกับการทุจริต ประชาชนคือผู้ที่ต้องรับภาระ ทั้งในรูปของบริการสาธารณะที่ด้อยคุณภาพ โอกาสทางเศรษฐกิจที่หายไป และความเหลื่อมล้ำที่ขยายตัวมากขึ้น
หนึ่งในข้อมูลที่น่าสนใจคือ มีการประเมินว่า ในแต่ละปีโลกสูญเสียงบประมาณภาครัฐจากการให้สินบนและการจัดซื้อจัดจ้างที่มิชอบประมาณ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เงินจำนวนนี้มากพอที่จะเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิตของผู้คนหลายร้อยล้านคน หากถูกนำไปใช้เพื่อพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง
ปัญหาที่สำคัญยิ่งกว่าคือ เงินจากการคอร์รัปชันไม่ได้ถูกเก็บไว้ในประเทศที่เกิดการทุจริต แต่ถูกโอนผ่านระบบการเงินระหว่างประเทศไปยังบริษัทนอกอาณาเขต บัญชีธนาคารในต่างประเทศ หรือศูนย์กลางทางการเงินที่ตรวจสอบได้ยาก ทำให้การติดตามทรัพย์สินของผู้ทุจริตกลายเป็นเรื่องซับซ้อนกว่าที่เคย
สถานการณ์เช่นนี้ ยังทำให้เกิดการถ่ายโอนความมั่งคั่งจากประเทศกำลังพัฒนาไปสู่ประเทศที่ร่ำรวยกว่า จนบางฝ่ายมองว่าเป็นรูปแบบใหม่ของความไม่เป็นธรรมในระบบเศรษฐกิจโลก
เทคโนโลยีและข้อมูล คือทั้งโอกาสและความท้าทายใหม่
โลกกำลังเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัว การโอนเงินข้ามประเทศทำได้ภายในเวลาไม่กี่วินาที และสินทรัพย์ดิจิทัลกำลังมีบทบาทมากขึ้นในระบบเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีเหล่านี้ก็ถูกใช้เป็นช่องทางในการเคลื่อนย้ายเงินผิดกฎหมายด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะคริปโทเคอร์เรนซีที่มีความรวดเร็วและสามารถลดการเปิดเผยตัวตนในบางรูปแบบ ส่งผลให้การติดตามเส้นทางการเงินทำได้ยากขึ้น
นั่นหมายความว่า การต่อต้านคอร์รัปชันในปัจจุบันไม่ได้ต้องการเพียงนักกฎหมายหรือผู้ตรวจสอบเท่านั้น แต่ยังต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี การวิเคราะห์ข้อมูล และการเงินดิจิทัลเข้ามาร่วมทำงานด้วย อีกประเด็นที่ได้รับการเน้นย้ำคือ การเปิดเผยข้อมูลผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง (Beneficial Ownership: BO)
หลายครั้งบริษัทที่ได้รับสัมปทานจากรัฐหรือชนะการจัดซื้อจัดจ้างอาจเป็นเพียงบริษัทที่ถูกตั้งขึ้นเพื่อบังหน้า ขณะที่ผู้ได้รับผลประโยชน์ตัวจริงกลับซ่อนตัวอยู่หลังโครงสร้างผู้ถือหุ้นที่ซับซ้อน หากสังคมไม่สามารถรู้ได้ว่าใครคือเจ้าของตัวจริง การตรวจสอบผลประโยชน์ทับซ้อน การฟอกเงิน หรือการใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ก็แทบจะเป็นไปไม่ได้
การเปิดเผยข้อมูล BO จึงไม่ได้เป็นเพียงมาตรการทางเทคนิค แต่เป็นการสร้างความโปร่งใสให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ว่าใครกำลังได้รับประโยชน์จากทรัพยากรของประเทศ และช่วยลดโอกาสที่บริษัทบังหน้าจะถูกใช้เป็นเครื่องมือในการทุจริต
ความร่วมมือระหว่างประเทศคือหัวใจของการรับมือคอร์รัปชันยุคใหม่
เมื่อเงินผิดกฎหมายสามารถเดินทางข้ามพรมแดนได้อย่างรวดเร็ว การทำงานแบบต่างคนต่างทำก็ไม่เพียงพออีกต่อไป สิ่งที่โลกต้องการคือ ความร่วมมือระหว่างประเทศ การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรองทางการเงิน และการเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เพื่อให้สามารถติดตามเส้นทางการเงินได้ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง
แนวทางที่เรียกว่า Intelligence-led Approach จึงได้รับความสนใจมากขึ้น เพราะเป็นการใช้ข้อมูลมาวิเคราะห์ความเสี่ยง เชื่อมโยงบุคคล บริษัท และธุรกรรมที่เกี่ยวข้อง ก่อนจะนำไปสู่การสืบสวนเชิงรุก แทนที่จะรอให้เกิดความเสียหายแล้วจึงเริ่มดำเนินการ เพราะการสร้างสังคมที่โปร่งใสจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากปล่อยให้เป็นภาระของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายเพียงอย่างเดียว ภาคประชาชน ภาคธุรกิจ สื่อมวลชน นักวิชาการ และเยาวชน ต่างมีบทบาทสำคัญในการสร้างวัฒนธรรมแห่งความซื่อสัตย์และการตรวจสอบ
โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี สามารถพัฒนาเครื่องมือหรือใช้ข้อมูลเปิดในการช่วยตรวจสอบการใช้งบประมาณภาครัฐได้มากกว่าที่เคย ขณะเดียวกัน การออกแบบนโยบายต่อต้านคอร์รัปชันก็ควรให้ความสำคัญกับการคุ้มครองกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะผู้หญิง ซึ่งมักได้รับผลกระทบจากการคอร์รัปชันเชิงระบบมากกว่าที่สังคมตระหนัก
บทเรียนที่ประเทศไทยควรนำไปต่อยอด
ปาฐกถานี้สะท้อนให้เห็นว่า การต่อต้านคอร์รัปชันในอนาคตต้องดูว่าประเทศนั้นสามารถสร้างระบบที่ทำให้การทุจริตเกิดขึ้นได้ยากเพียงใด
สำหรับประเทศไทย นี่คือช่วงเวลาที่ควรเร่งพัฒนาระบบเปิดเผยข้อมูลผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง เชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เพิ่มความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ใช้ข้อมูลวิเคราะห์ความเสี่ยงในการป้องกันการทุจริต และยกระดับความร่วมมือกับต่างประเทศในการติดตามเส้นทางการเงินข้ามพรมแดน
เพราะสุดท้ายแล้ว การต่อต้านคอร์รัปชันคือการสร้างสังคมที่ประชาชนเชื่อมั่นว่า อำนาจรัฐถูกใช้เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม งบประมาณทุกบาททุกสตางค์สร้างคุณค่าให้กับประเทศ และทุกคนสามารถตรวจสอบการใช้อำนาจได้อย่างโปร่งใส
เมื่อโลกเชื่อมโยงกันมากขึ้น การสร้างธรรมาภิบาลก็ต้องก้าวให้ทันโลกที่เปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกัน
ปีที่แต่ง (พ.ศ.)
2569
ผู้แต่ง
ศุภวิชญ์ แก้วคูนอก
หน่วยงานสนับสนุน
หัวข้อ
Related Content
KRAC Insights I หลักนิติธรรมสำคัญอย่างไรกับการต่อต้านคอร์รัปชัน
หลักนิติธรรมช่วยป้องกันคอร์รัปชันได้อย่างไร? บทความนี้ชวนทำความเข้าใจความเชื่อมโยงระหว่าง Rule of Law การใช้อำนาจรัฐ และดัชนี WJP Rule of Law Index เพื่อยกระดับธรรมาภิบาลและความโปร่งใสของประเทศไทย
KRAC Insights I เรียนรู้กระบวนการทำงานและกรณีศึกษาการปราบปรามการทุจริตของสำนักงาน ป.ป.ช.
ทำไมการปราบปรามทุจริตจึงต้องอาศัยทั้งกฎหมาย หน่วยงานตรวจสอบ และผู้แจ้งเบาะแส? KRAC ชวนเรียนรู้บทบาท ป.ป.ช. ผ่านขั้นตอนการดำเนินคดีและกรณีศึกษาจริง
KRAC Insights I การประเมินความเสี่ยงการคอร์รัปชันในกฎหมาย
กฎหมายต่อต้านคอร์รัปชันที่เรามี ดีพอแล้วหรือไม่? หรือยังมีช่องว่างที่เราอาจมองไม่เห็น…KRAC ชวนทำความรู้จัก CRAT เครื่องมือประเมินความเสี่ยงคอร์รัปชันของกฎหมาย ภายใต้หลักสูตรกฎหมายและมาตรการว่าด้วยการต่อต้านคอร์รัปชันชิงปฏิบัติการ


