KRAC Insights I How We Define Corruption: นิยามจากฐานรากผ่านเสียงของผู้แบกรับผลคอร์รัปชัน

How We Define Corruption: นิยามจากฐานรากผ่านเสียงของผู้แบกรับผลคอร์รัปชัน

คอร์รัปชันไม่ใช่เรื่องของ “คนไม่ดีไม่กี่คน” แต่มันคือ “ระบบ” ที่ทำให้การใช้อำนาจเอาเปรียบคนอื่นเกิดซ้ำ ๆ จนหลายครั้งคนในสังคมชินชา ไม่ว่าจะชินกับการต้องจ่าย ชินกับการต้องรอ ชินกับการถูกเลือกปฏิบัติ หรือชินกับการที่สิ่งซึ่งควรเป็น “สิทธิ” กลายเป็นสิ่งที่ต้องแลกหรือต้องต่อรองอยู่เสมอ!


มูลนิธิศักยภาพชุมชน ร่วมกับบริษัท แฮนด์ วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด ศูนย์ความรู้เพื่อความร่วมมือในการต่อต้านคอร์รัปชันและส่งเสริมธรรมาภิบาลระดับภูมิภาค (KRAC) และสถาบันสัญญาธรรมศักดิ์เพื่อประชาธิปไตย จึงจัดงานเปิดตัวรายงาน “How We Define Corruption” เพื่อนำเสนอผลการศึกษาคอร์รัปชันในมิติสิทธิมนุษยชนร่วมกับกลุ่มประชากรฐานราก 6 กลุ่ม พร้อมเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองคอร์รัปชันทั้งในมิติการเมือง ผลกระทบต่อชีวิตประชาชน เพื่อนำไปสู่การมีส่วนร่วมในการต่อต้านคอร์รัปชัน และผลักดันการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน

บทสรุปจากรายงาน How We Define Corruption ชี้ว่าความเปราะบางและระบบที่ซับซ้อนทำให้คนถูกเอาเปรียบได้ง่าย

บทสรุปจากเวที How We Define Corruption จึงไม่ได้ชวนให้เรามองหาหรือไล่จับแค่ “คนโกง” แต่ชวนมองให้ลึกทั้งหน้าฉากและหลังฉากของคอร์รัปชัน ตั้งแต่นิยามเชิงโครงสร้าง ไปจนถึงผลกระทบจริงที่ประชาชนแบกรับในชีวิตประจำวัน เพื่อให้การทำความเข้าใจคอร์รัปชันไม่หยุดอยู่แค่การชี้ตัวผู้กระทำผิดรายคน หากแต่พาให้เห็นถึงเงื่อนไขที่ทำให้ความไม่เป็นธรรมเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะการเข้าใจคอร์รัปชันอย่างเป็นระบบคือจุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหาที่ต้นตออย่างแท้จริง!

ในช่วงแรกของการประชุม เริ่มต้นด้วยการนำเสนอรายงานเรื่อง “How We Define Corruption” โดย คุณดนย์ ทาเจริญศักดิ์ ผู้จัดการโครงการมูลนิธิศักยภาพชุมชน และตัวเเทนของเครือข่ายภาคประชาชนเพื่อการต้านทุจริต ได้ตั้งคำถามสำคัญว่า “คอร์รัปชันคืออะไร?” ทั้งนี้ คุณดนย์ได้อธิบายต่อว่าวัฒนธรรมคอร์รัปชันในสังคมไทยเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมอุปถัมภ์และความสัมพันธ์เชิงลำดับชั้น ซึ่งเอื้อให้การใช้อำนาจแบบไม่เป็นธรรมถูกทำให้ดูเป็นเรื่อง “ธรรมดา” ในหลายพื้นที่ของสังคม

สาระสำคัญของรายงานนี้ คือการทำให้เห็นว่า “คอร์รัปชัน” เชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับความชายขอบและความเปราะบาง โดยความชายขอบไม่ได้หมายถึงการขาดทรัพยากรเท่านั้น แต่รวมถึงการถูกกีดกันจากการเข้าถึงสิทธิ โอกาส และการคุ้มครองของรัฐ เมื่อกฎหมายหรือระบบราชการทำให้คนบางกลุ่มอยู่ในสถานะ “ไม่พอดีกับระบบ” ความเสี่ยงที่จะถูกใช้อำนาจเอาเปรียบก็ยิ่งเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ คุณดนย์พยายามทำความเข้าใจคอร์รัปชันจาก “ชีวิตจริง” โดยใช้วิธีการศึกษากันระหว่างกลุ่ม การลงพื้นที่สำรวจ และการสัมภาษณ์เชิงลึก เพื่อให้เห็นประสบการณ์ในชีวิตประจำวันของผู้คนที่ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่มักถูกมองข้ามจากสังคม เช่น พนักงานบริการทางเพศ แรงงานข้ามชาติผู้หญิง แรงงานทั่วไป เยาวชนนักกิจกรรมทางการเมือง ผู้ลี้ภัย และกลุ่มชาติพันธุ์ เป็นต้น

จากการศึกษา พบว่า กลุ่มคนชายขอบแต่ละกลุ่มนิยาม “คอร์รัปชัน” จากสิ่งที่ตนเผชิญจริง และหลายกรณีเห็นตรงกันว่าคอร์รัปชันเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ ทั้งยัง “ไม่มีหลักฐาน” หรือเข้าถึงหลักฐานได้ยาก จึงไม่สามารถเอาผิดผู้กระทำผิดได้ นอกจากนี้ ภายใต้ความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียม เมื่อกฎหมายและระบบเป็นอุปสรรค การคอร์รัปชันจึงเกิดขึ้นได้ง่ายและผู้ได้รับผลกระทบมักต่อรองไม่ได้

 

ข้อค้นพบสำคัญอีกประการคือ แม้ประเทศไทยจะมีหน่วยงานรัฐและกลไกในระบบราชการที่ทำหน้าที่ต่อต้านคอร์รัปชัน แต่กลุ่มคนชายขอบกลับมองว่าองค์กรเหล่านี้ “ไม่สามารถช่วยได้จริง” หลายคนรู้สึกถูกกระทำซ้ำเมื่อจำเป็นต้องติดต่อหรืออยู่ในกระบวนการตรวจสอบ เพราะการดำเนินงานล่าช้า ยืดเยื้อ และเปิดช่องให้การต่อรองเกิดขึ้น ประชาชนจึงเชื่อว่าการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดคือการจัดการทันทีตั้งแต่เริ่มเกิดเหตุ เนื่องจากความล่าช้าไม่เพียงทำให้สถานการณ์แย่ลงเท่านั้น แต่ยังกัดกร่อนความไว้วางใจของประชาชนต่อหน่วยงานรัฐและสถาบันหลักทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการอย่างต่อเนื่อง

คุณดนย์ได้เสนอทิ้งท้ายไว้ว่า การจะลดคอร์รัปชันเชิงระบบต้องลด “ความเปราะบาง” ของผู้คน ด้วยการเพิ่มการเข้าถึงสิทธิและการคุ้มครองให้เกิดขึ้นจริง ปรับเปลี่ยนบรรทัดฐานสังคมให้ไม่ยอมรับความไม่เป็นธรรม รวมถึงสร้างนวัตกรรมแก้ปัญหาความเปราะบางแบบจำเพาะต่อชีวิตของแต่ละกลุ่ม

บทสรุปจากวงเสวนาสะท้อนว่าคอร์รัปชันเป็นปัญหาของ “ทั้งระบบ” ที่เกี่ยวพันกับอำนาจและโครงสร้างของรัฐ 

ต่อมาในช่วงที่สองของการประชุมเป็นการเสวนาในหัวข้อ “มุมมองคอร์รัปชันในมิติการเมืองไทยปัจจุบัน: คอร์รัปชันส่งผลถึงชีวิตประชาชนอย่างไร และประชาชนควรมีส่วนร่วมในการต่อต้านคอร์รัปชันอย่างไร” โดยผู้ร่วมเสวนามีความเห็นร่วมกันว่า คอร์รัปชันไม่ใช่ปัญหาเฉพาะคนบางกลุ่มหรือเรื่องไกลตัว แต่เป็นปัญหาของ “ทั้งระบบ” ที่เกี่ยวพันกับอำนาจและโครงสร้างของรัฐ โดยผู้ร่วมเสวนาแต่ละท่านได้สะท้อนประเด็นสำคัญในมุมมองของตน ดังนี้

คุณสหสวัต คุ้มคง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน

คุณสหสวัต คุ้มคง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน เสนอว่าคอร์รัปชันไม่ใช่พฤติกรรมผิดส่วนบุคคล แต่เป็นผลพวงจาก “ความล้มเหลวของรัฐ” ที่ออกแบบระบบให้ยาก และเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่ใช้อำนาจต่อรองเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ การขึ้นทะเบียนแรงงานข้ามชาติ ซึ่งควรเป็นขั้นตอนที่ทำได้ง่ายและเร็ว แต่ในความเป็นจริงกลับยุ่งยากหลายชั้น ทำให้แรงงานจำนวนมากต้องพึ่งนายหน้าและต้องเสียเงินจ่ายส่วยนอกระบบ ทั้งนี้ ไม่ใช่เพราะอยากโกง แต่เพราะถ้าไม่ทำก็อยู่และทำงานต่อไม่ได้

คุณสหสวัตย้ำว่าคอร์รัปชันกระทบทุกคนแต่ไม่เท่ากัน คนที่มีเงินมีเส้นสายมักหาทางออกได้ แต่คนตัวเล็กต้องจ่ายแพงกว่าและมีทางเลือกน้อยกว่า ดังนั้นรัฐควรทำให้ระบบง่าย โปร่งใส ลดช่องทางเรียกเงินนอกระบบ และเปิดทางให้ประชาชนตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐได้จริง

คุณวัฒนากร สั้นนุ้ย หัวหน้ากลุ่มงานคุ้มครองสิทธิมนุษยชน สำนักคุ้มครองสิทธิมนุษยชน

คุณวัฒนากร สั้นนุ้ย หัวหน้ากลุ่มงานคุ้มครองสิทธิมนุษยชน สำนักคุ้มครองสิทธิมนุษยชน เปรียบคอร์รัปชันเหมือน “หัวขโมย” ที่ขโมยทั้งสิทธิและศักดิ์ศรีของประชาชน โดยยกกรณีตัวอย่างเช่น การรีดไถผู้ทำงานบริการทางเพศ การหาประโยชน์จากผู้ลี้ภัย และปัญหาชาวเลที่ต้องเจอการออกโฉนดทับพื้นที่ชุมชน ซึ่งสะท้อนว่าคอร์รัปชันไม่ได้กระทบแค่เรื่องเงินหรือเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังทำลายวิถีชีวิตและตัวตนของผู้คนด้วย

สำหรับทางออกของปัญหา คุณวัฒนากรมองว่า แม้จะมีหน่วยงานที่ทำงานด้านการต่อต้านคอร์รัปชัน แต่ในทางปฏิบัติการต่อสู้กับระบบอำนาจและทุนไม่ใช่เรื่องง่าย จึงต้องอาศัยพลังของประชาชนร่วมด้วย และควรมีมาตรการคุ้มครองผู้มีส่วนร่วมในการตรวจสอบ รวมถึงผลักดันกฎหมายต่อต้านการฟ้องปิดปาก (anti-SLAPP Law) เพื่อไม่ให้คนที่ลุกขึ้นมาตรวจสอบต้องแบกรับความเสี่ยงเพียงลำพัง

คุณยุทธนา จาวรุ่งฤทธิ์ เจ้าพนักงานป้องกันการทุจริตชํานาญการพิเศษ สํานักมาตรการเชิงรุกและนวัตกรรม ป.ป.ช

คุณยุทธนา จาวรุ่งฤทธิ์ เจ้าพนักงานป้องกันการทุจริตชํานาญการพิเศษ สํานักมาตรการเชิงรุกและนวัตกรรม ป.ป.ช ชี้ว่าปัญหาคอร์รัปชันเชื่อมโยงกับสิทธิมนุษยชน ความมั่นคง และอาชญากรรมข้ามชาติ โดยยกกรณี “sextortion” หรือการใช้อำนาจบังคับให้ผู้หญิงต้องยอมมีเพศสัมพันธ์เพื่อแลกกับบริการพื้นฐานบางอย่าง เพื่อชี้ให้เห็นว่า คอร์รัปชันไม่ได้อยู่แค่ในโต๊ะทำงานของราชการ แต่สามารถเกิดขึ้นในบริการที่ควรเป็น “สิทธิขั้นพื้นฐาน” ของคนทุกคนได้ด้วยเช่นกัน

คุณยุทธนาเสนอว่า ทางออกสำคัญคือการลดการพึ่งพา “ดุลยพินิจของคน” แล้วขยับไปสู่ “ระบบที่โปร่งใสและตรวจสอบได้” มากขึ้น เช่น การใช้เทคโนโลยีช่วยลดช่องต่อรองและลดการเรียกรับผลประโยชน์ นอกจากนี้ ยังย้ำอีกว่า การคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสต้องทำให้เกิดขึ้นจริงในทางปฏิบัติ ไม่ใช่มีแค่ในหลักการเท่านั้น

คุณสุกาญจน์ตา งามไผ่ตา กลุ่มคนงานหญิงเพื่อความยุติธรรม

คุณสุกาญจน์ตา งามไผ่ตา กลุ่มคนงานหญิงเพื่อความยุติธรรมมองว่าปัญหาคอร์รัปชันในปัจจุบันยิ่งทวีความซับซ้อนขึ้นโดยเฉพาะในบริบทของสังคมดิจิทัล เพราะฝ่ายที่กระทำการทุจริตปรับตัวเก่งและเร็ว ขณะที่หน่วยงานรัฐหลายแห่งยังปรับตัวตามไม่ทัน จึงจำเป็นต้องอาศัยแรงสนับสนุนจากคนรุ่นใหม่และกลไกของประชาชนเข้ามาช่วยมากขึ้น

คุณสุกาญจน์ตายังชี้ว่า คอร์รัปชันกระทบต่อภาพลักษณ์ประเทศและเศรษฐกิจโดยตรง ทำให้นักลงทุนไม่มั่นใจและลดโอกาสของประเทศ ในด้านทางออก เธอย้ำว่าต้องทำให้กฎหมาย “เอาจริงเอาจัง” หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องทำงานให้เห็นผล ต้องมีระบบคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสที่ใช้ได้จริง และต้องทำให้การต้านคอร์รัปชันกลายเป็นพลังที่เดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง

คุณศุภวิชญ์ แก้วคูนอก ผู้จัดการศูนย์ KRAC

คุณศุภวิชญ์ แก้วคูนอก ผู้จัดการศูนย์ KRAC ชวนมองคอร์รัปชันในฐานะ “ภาระ” ที่เพิ่มต้นทุนของบริการสาธารณะและกระทบคุณภาพบริการที่ประชาชนได้รับโดยตรง โดยคุณศุภวิชญ์ชี้ว่าจุดเปราะบางสำคัญคือ “ดุลยพินิจ” ของเจ้าหน้าที่รัฐ ที่หากออกแบบไม่สมดุล ไม่โปร่งใส และตรวจสอบไม่ได้ ดุลยพินิจจะกลายเป็น “ช่องว่าง” ที่ทำให้การเอื้อประโยชน์ การเรียกรับ หรือการเลือกปฏิบัติเกิดขึ้นได้ง่าย

ทางออกที่คุณศุภวิชญ์เสนอคือ “การเปิดข้อมูล” ให้มากพอ และ “การเชื่อมข้อมูล” ให้เห็นภาพรวม เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบได้จริง ไม่ใช่มีข้อมูลกระจัดกระจายจนปะติดปะต่อไม่ได้ เพราะต่อให้รัฐ “เปิดข้อมูล” แต่ถ้าข้อมูลไม่เชื่อมกัน ไม่อยู่ในรูปแบบที่ใช้งานได้ ก็ยังเท่ากับทำให้การตรวจสอบเป็นเรื่องยากอยู่ดี อีกประเด็นที่เน้นย้ำคือ การต่อต้านคอร์รัปชันต้อง “รวมพลัง” เพราะฝ่ายโกงรวมตัวเป็นขบวนการ แต่ฝ่ายแก้กลับกระจัดกระจาย ขาดการประสานงาน และขาดฐานความรู้รองรับ

คุณศุภวิชญ์ยังทิ้งท้ายว่า การแก้ปัญหาคอร์รัปชันต้องมี เจตจำนงทางการเมือง ที่ชัดเจน พรรคการเมืองต้องประกาศและทำให้เห็นว่าต่อต้านคอร์รัปชันเป็นวาระหลักของการปฏิรูปประเทศ พร้อมชวนขยับวาทกรรมจาก “โตไปไม่โกง” ที่เน้นศีลธรรมรายบุคคล ไปสู่ “โตไปไม่ให้ใครโกง” ที่ยืนยันว่าเราจะไม่ยอมให้ระบบเอาเปรียบดำรงอยู่ต่อไป และจะร่วมกันทำให้การตรวจสอบเป็นพลังของสังคมอย่างแท้จริง!

โดยสรุป เวที How We Define Corruption ทำให้เห็นตรงกันว่าต้นตอของคอร์รัปชันคือ ระบบและกระบวนการที่เปิดช่องให้การเอาเปรียบเกิดขึ้นซ้ำได้ และทำให้คนบางกลุ่มต้องเจอต้นทุนสูงกว่าคนอื่นในการเข้าถึงสิทธิที่ควรได้เท่าเทียม ดังนั้น งานใหญ่ที่ต้องทำร่วมกันคือทำให้การเข้าถึงสิทธิและบริการสาธารณะ ง่าย โปร่งใส ตรวจสอบได้ ลดพื้นที่เทา ลดการใช้ดุลยพินิจที่ไม่มีการกำกับ และทำให้ประชาชนมีช่องทางตรวจสอบที่ปลอดภัยและทำได้จริง


ท้ายที่สุด การต่อต้านคอร์รัปชันไม่ควรเป็นหน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่ควรเป็นกติกาที่เปิดเผยข้อมูล คุ้มครองผู้ร้องเรียน และทำให้การตรวจสอบเกิดผลจริง นี่คือจุดหมายร่วมกันของสังคมของการขยับจากการหวังว่า “ทุกคนจะไม่โกง” ไปสู่การยืนยันร่วมกันว่า “เราจะไม่ยอมให้ใครโกง!”

ปีที่แต่ง (พ.ศ.)
2568
ผู้แต่ง

ธนากาญจน์ กันทอง

หน่วยงานสนับสนุน
05_โลโก้ KRAC
โลโก้คณะเศรษฐศาสตร์ (ภาษาไทย)

หัวข้อ
Related Content

KRAC คัดสรร เล่างานวิจัยไทย | คอร์รัปชันในอุตสาหกรรมประมงไทย : ปัญหาที่กระทบเศรษฐกิจ สิทธิมนุษยชน และภาพลักษณ์ประเทศ

จะแก้อย่างไรถ้าอุตสาหกรรมประมงไทยคอร์รัปชัน ? ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมประมงระดับโลกของไทยอีกด้วย โดย KRAC สรุปมาให้เเล้วจากงานวิจัยเรื่อง “การศึกษาวิเคราะห์การทุจริตคอร์รัปชันขบวนการเครือข่ายนายหน้าแรงงานข้ามชาติเมียนมาในอุตสาหกรรมประมงต่อเนื่องของประเทศไทย” (2562)

KRAC Insights I How We Define Corruption: นิยามจากฐานรากผ่านเสียงของผู้แบกรับผลคอร์รัปชัน

KRAC ชวนอ่านสรุปเวทีเปิดตัวรายงาน How We Define Corruption โดย มูลนิธิศักยภาพชุมชนx HAND x KRAC x สถาบันสัญญาธรรมศักดิ์เพื่อประชาธิปไตย ถอด “นิยามคอร์รัปชันจากฐานราก” ผ่าน 6 ประชากรกลุ่มชายขอบ พร้อมเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองคอร์รัปชันในมิติการเมืองและ ผลกระทบต่อชีวิตประชาชน

KRAC Insight | ทุจริตกัดกินความยั่งยืน

“เราจินตนาการถึงโลกที่ทุกคนมีโอกาสที่เท่าเทียมกันในการบรรลุศักยภาพของมนุษย์ โลกที่ยุติธรรม เท่าเทียม เปิดกว้าง และครอบคลุมความต้องการของกลุ่มคนที่เปราะบางที่สุด” แต่ผลการสำรวจสถานะความคืบหน้าจากหลายองค์กรกลับส่งสัญญาณว่า โลกของเรายังห่างไกลจากหนทางที่จะบรรลุความสำเร็จที่ตั้งไว้ อีกทั้งยังมีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้นเป็นเท่าตัวเพราะโลกยังเผชิญกับปัญหาคอร์รัปชัน

You might also like...

KRAC Extract | ประชาธิปไตยไม่ใช่แค่ได้เลือก: บทเรียนจากความสัมพันธ์ระหว่างการเลือกตั้งและคอร์รัปชัน

KRAC Extract ชวนเจาะลึกความสัมพันธ์ระหว่าง “ความสุจริตของการเลือกตั้ง” กับ “คอร์รัปชัน” ที่ซับซ้อนกว่าที่คิด พร้อมบทเรียนสำคัญว่าทำไมการเลือกตั้งต้องมาพร้อมสถาบันเข้มแข็งและกลไกตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ

KRAC Insights I การต่อต้านคอร์รัปชันปี 2026: บทเรียนจากความสำเร็จ ความล้มเหลว และความท้าทายในอนาคต

ร่วมทบทวนพื้นฐานของทฤษฎีการศึกษาคอร์รัปชัน และถอดบทเรียนจากประสบการณ์การต่อต้านคอร์รัปชันของสหรัฐอเมริกา โดยศาสตราจารย์ Matthew C. Stephenson จาก Harvard Law School

KRAC Insight | ส่องบทเรียนผู้ตรวจการเลือกตั้ง จากการทําหน้าที่ตรวจสอบการเลือกตั้งในปี 62

ถอดบทเรียน “ผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจังหวัด” กับการตรวจสอบการเลือกตั้งในไทยจากการทำหน้าที่ในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2562 เพื่อเข้าใจบทบาและแนวทางการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพต่อการป้องกันการทุจริตเลือกตั้งมากขึ้น