KRAC Insights I หลักนิติธรรมสำคัญอย่างไรกับการต่อต้านคอร์รัปชัน

กฎหมายอย่างเดียว ไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาคอร์รัปชัน

เมื่อพูดถึงการต่อต้านคอร์รัปชัน หลายคนมักนึกถึงภาพของการจับกุมผู้กระทำผิด การดำเนินคดี หรือการเพิ่มบทลงโทษให้รุนแรงขึ้น เพราะเชื่อว่าหากกฎหมายเข้มงวดและลงโทษหนัก ปัญหาคอร์รัปชันก็น่าจะลดลงได้ แต่ในความเป็นจริงกลับพบว่า การมีกฎหมายที่เข้มงวดเพียงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอที่จะแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน

จึงจำเป็นต้องพิจารณาเรื่องหลักนิติธรรม (Rule of Law) ที่ให้ความสำคัญกับการมีประสิทธิภาพและความเท่าเทียมในการบังคับใช้กฎหมาย การมีส่วนร่วมและความสามารถในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมของประชาชน และการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ ซึ่งได้รับการยอมรับในระดับสากลว่าเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างธรรมาภิบาลและการป้องกันคอร์รัปชันอย่างยั่งยืน

ดร. พิเศษ สอาดเย็น ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ได้อธิบายความสัมพันธ์ของการต่อต้านคอร์รัปชันและหลักนิติธรรมว่า เป็นความสัมพันธ์แบบมี “ศัตรูร่วมกัน” เนื่องจากการต่อต้านคอร์รัปชันเป็นการดำเนินการเพื่อป้องกันการใช้อำนาจในทางมิชอบเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ โดยเฉพาะในระบบราชการ การเมือง และภาคเอกชนขนาดใหญ่


ขณะที่หลักนิติธรรมเป็นแนวคิดที่พยายามกำกับดูแลการใช้อำนาจผ่านกลไกต่าง ๆ เช่น การมีกฎหมายที่ชัดเจน มีการตรวจสอบถ่วงดุล และการกำกับดูแลใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐอย่างเหมาะสม เมื่อประเทศมีระบบที่สามารถควบคุมการใช้อำนาจได้ดี โอกาสที่ผู้มีอำนาจจะใช้ตำแหน่งหน้าที่เพื่อประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้องก็จะลดลงตามไปด้วย

หลักนิติธรรมวัดได้ผ่าน WJP Rule of Law Index

ทั้งนี้ การพัฒนาหลักนิติธรรมให้เกิดขึ้นจริงในสังคม จำเป็นต้องอาศัยตัวชี้วัดที่ช่วยประเมินสถานการณ์และประเด็นปัญหาในปัจจุบัน เพื่อให้สามารถพัฒนาแนวทางการดำเนินการได้อย่างเหมาะสม โดยตัวชี้วัดสำคัญที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติคือ WJP Rule of Law Index

 

โดย World Justice Project เป็นการประเมินหลักนิติธรรมจากประสบการณ์และการรับรู้ของประชาชน ผู้เชี่ยวชาญ และผู้ประกอบวิชาชีพทางกฎหมาย โดยสามารถแบ่งออกเป็น 8 ตัวชี้วัดที่ครอบคลุมตั้งแต่การจำกัดอำนาจรัฐ การปราศจากการคอร์รัปชัน ความโปร่งใสของรัฐบาล การคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐาน ความสงบเรียบร้อยและความมั่นคง การบังคับใช้กฎหมาย ไปจนถึงกระบวนการยุติธรรม ทั้งทางแพ่งและอาญา


กรอบการประเมินนี้จึงช่วยให้มองเห็นสถานการณ์หลักนิติธรรมของแต่ละประเทศได้อย่างครอบคลุมและเชื่อมโยงในหลายมิติ โดยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การมีกฎหมายที่เข้มงวดหรือการดำเนินคดีเท่านั้น

 

เมื่อพิจารณาสถานการณ์หลักนิติธรรมของไทยตามกรอบดังกล่าวผ่านผลคะแนน WJP Rule of Law Index พบว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาประเทศไทยมีแนวโน้มคะแนนที่ลดต่ำลงตั้งแต่ปี 2555 และต่ำกว่าคะแนนค่าเฉลี่ยของโลกมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปี 2568 คะแนนดัชนีหลักนิติธรรมของไทยอยู่ที่ 0.50 ขณะที่ค่าเฉลี่ยโลกอยู่ที่ 0.55

ขณะที่คะแนนของตัวชี้วัดแต่ละตัว พบว่า ด้านความสงบเรียบร้อยและความมั่นคง เป็นตัวชี้วัดเดียวที่ประเทศไทยมีคะแนนสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกส่วนอีก 7 ตัวชี้วัดที่เหลือยังมีคะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก โดยเฉพาะในด้านกระบวนการยุติธรรมทางอาญา การปราศจากคอร์รัปชัน และการบังคับใช้กฎหมาย ที่เป็นสามตัวชี้วัดที่มีคะแนนต่ำที่สุด ซึ่งล้วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับการดำเนินการและการใช้อำนาจของรัฐ

ผลคะแนนดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงความท้าทายของประเทศไทยที่ต้องเร่งพัฒนาหลักนิติธรรมในทุกตัวชี้วัดไปพร้อม ๆ กัน เพื่อยกระดับความเป็นธรรมในสังคมและฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการทำงานของรัฐบาลและหน่วยงานภาครัฐ

การแก้คอร์รัปชันต้องอาศัยทุกภาคส่วน

นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาองค์ประกอบของแต่ละตัวชี้วัด จะพบว่ามีการนำประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการคอร์รัปชันไปเป็นองค์ประกอบในการพิจารณาคะแนนเกือบทุกตัวชี้วัด สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างการปราศจากคอร์รัปชันและตัวชี้วัดด้านนิติธรรมอื่น ๆ ซึ่งหมายความว่า การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันและการพัฒนาหลักนิติธรรมเป็นสิ่งที่ส่งเสริมกันและกัน และจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาควบคู่กันไป ผ่านการทำงานร่วมกันของภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน

โดยภาครัฐมีบทบาทในการกำหนดกฎหมายและนโยบายที่เป็นธรรม เปิดเผยข้อมูลภาครัฐ และสร้างกลไกที่เอื้อต่อการมีส่วนร่วมของประชาชน ภาคเอกชนต้องดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใส เคารพกฎหมาย และยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล ขณะที่ภาคประชาชนมีบทบาทสำคัญในการใช้ข้อมูลของภาครัฐเพื่อติดตามและตรวจสอบการใช้อำนาจ แสดงความคิดเห็นต่อการกำหนดนโยบาย เฝ้าระวังการคอร์รัปชัน และร่วมผลักดันให้เกิดความรับผิดรับชอบในการบริหารงานภาครัฐ

หลักนิติธรรมสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้

เมื่อแต่ละภาคส่วนทำหน้าที่ของตนและทำงานร่วมกันอย่างเข้มแข็ง การใช้อำนาจของรัฐก็จะเป็นไปอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ สอดคล้องกับหลักนิติธรรม อันจะนำไปสู่ผลลัพธ์สำคัญ 4 ประการ ได้แก่

🔎 การตรวจสอบได้ ซึ่งทำให้ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตน

🧑🏻‍⚖️ กฎหมายที่เป็นธรรม ที่บังคับใช้อย่างเสมอภาคและคุ้มครองสิทธิของประชาชน

💡 รัฐบาลที่โปร่งใส ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลและมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ

⚖️ กระบวนการยุติธรรมที่เข้าถึงได้และเป็นกลาง ทำให้ทุกคนได้รับความยุติธรรมอย่างเท่าเทียม

เมื่อสังคมมีการพัฒนาหลักนิติธรรม กฎหมายจะไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือของรัฐ แต่จะเป็นหลักประกันว่าประชาชน ภาคธุรกิจ และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่างอยู่ภายใต้กติกาเดียวกัน ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย และการใช้อำนาจของรัฐสามารถถูกตรวจสอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการลดและป้องกันการคอร์รัปชันอย่างยั่งยืน

WJP Rule of Law Index คือเครื่องมือวินิจฉัย ไม่ใช่คำตอบสำเร็จรูป

อย่างไรก็ตาม WJP Rule of Law Index ไม่ใช่คำตอบสำเร็จรูปของการแก้ปัญหาคอร์รัปชัน แต่เป็น “เครื่องมือวินิจฉัย” ที่ช่วยสะท้อนสถานะของระบบหลักนิติธรรมในแต่ละประเทศ เปรียบเสมือนผลตรวจสุขภาพที่ไม่ได้บอกวิธีรักษาโดยตรง แต่ช่วยให้มองเห็น “อาการ” ของระบบ ระบุจุดแข็ง จุดอ่อน และประเด็นที่ควรได้รับการแก้ไข เพื่อนำไปสู่การตั้งสมมติฐาน วิเคราะห์สาเหตุของปัญหา และออกแบบนโยบายหรือมาตรการที่เหมาะสมโดยอาศัยข้อมูลเชิงประจักษ์ มากกว่าการตัดสินใจจากความรู้สึกหรือการคาดเดาเพียงอย่างเดียว

ตัวอย่างเช่น หากข้อมูลสะท้อนว่าประชาชนมีความพึงพอใจต่อบริการยื่นภาษีออนไลน์เพิ่มขึ้น ก็อาจบ่งชี้ว่าการออกแบบบริการให้ใช้งานง่าย ลดขั้นตอน และลดการเผชิญหน้าระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชน มีส่วนช่วยลดโอกาสการเรียกรับผลประโยชน์โดยมิชอบได้

ข้อมูลจากดัชนีจึงไม่ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือสำหรับจัดอันดับประเทศอย่างเดียว แต่ควรถูกนำไปต่อยอดสู่การพัฒนานโยบาย การสร้างนวัตกรรม การทำงานร่วมกันของภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ตลอดจนการส่งเสริมการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ (Open Government) เพื่อยกระดับหลักนิติธรรมและป้องกันคอร์รัปชันอย่างยั่งยืน



ข้อมูลที่ยกมาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเนื้อหาที่จะได้เรียนรู้ใน บทที่ 4 “การพัฒนาหลักนิติธรรมเพื่อการต่อต้านคอร์รัปชัน” หากสนใจศึกษาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับกรอบแนวคิดและการประยุกต์ใช้หลักนิติธรรมผ่านดัชนี Rule of Law Index ที่ได้รับการพัฒนาโดย World Justice Project รวมถึงแนวทางพัฒนาหลักนิติธรรมในบริบทของไทย สมัครเรียนได้ที่ลิงก์ด้านล่าง

 📌 หลักสูตร “กฎหมายและมาตรการว่าด้วยการต่อต้านคอร์รัปชันและส่งเสริมธรรมาภิบาลเชิงปฏิบัติการ (Anti-Corruption Law and Policy: A Practical Curriculum) ” ได้รับการสนับสนุนการดำเนินงานจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ และพัฒนาหลักสูตรร่วมกับ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย Faculty of Law, Chulalongkorn University สำนักงาน ป.ป.ช. สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) และ HAND Social Enterprise
 
✅ เรียนฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย !!
✅ เรียนออนไลน์ได้ทุกที่ ทุกเวลา
✅ ได้รับ Certificate จากจุฬาฯ หลังเรียนจบ
ปีที่แต่ง (พ.ศ.)
2569
ผู้แต่ง
ศุภชัย เสถียรหมั่น
หน่วยงานสนับสนุน
05_โลโก้ KRAC
โลโก้คณะเศรษฐศาสตร์ (ภาษาไทย)

หัวข้อ
Related Content

KRAC Insights I หลักนิติธรรมสำคัญอย่างไรกับการต่อต้านคอร์รัปชัน

หลักนิติธรรมช่วยป้องกันคอร์รัปชันได้อย่างไร? บทความนี้ชวนทำความเข้าใจความเชื่อมโยงระหว่าง Rule of Law การใช้อำนาจรัฐ และดัชนี WJP Rule of Law Index เพื่อยกระดับธรรมาภิบาลและความโปร่งใสของประเทศไทย

KRAC Insights I เรียนรู้กระบวนการทำงานและกรณีศึกษาการปราบปรามการทุจริตของสำนักงาน ป.ป.ช.

ทำไมการปราบปรามทุจริตจึงต้องอาศัยทั้งกฎหมาย หน่วยงานตรวจสอบ และผู้แจ้งเบาะแส? KRAC ชวนเรียนรู้บทบาท ป.ป.ช. ผ่านขั้นตอนการดำเนินคดีและกรณีศึกษาจริง

KRAC Insights I การประเมินความเสี่ยงการคอร์รัปชันในกฎหมาย

กฎหมายต่อต้านคอร์รัปชันที่เรามี ดีพอแล้วหรือไม่? หรือยังมีช่องว่างที่เราอาจมองไม่เห็น…KRAC ชวนทำความรู้จัก CRAT เครื่องมือประเมินความเสี่ยงคอร์รัปชันของกฎหมาย ภายใต้หลักสูตรกฎหมายและมาตรการว่าด้วยการต่อต้านคอร์รัปชันชิงปฏิบัติการ

You might also like...

เข้าร่วม OECD ไทย ต้องเปิดข้อมูลครอบคลุมรอบด้าน เข้าถึงได้ง่าย

กรุงเทพธุรกิจ x KRAC ชวนขบคิดประเด็นการเปิดเผยข้อมูลของภาครัฐไทย ซึ่งถือเป็นต้นธารสำคัญในการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินมีความโปร่งใสมากยิ่งขึ้น เพื่อตอบสนองการสมัครเข้าเป็นสมาชิก OECD

เปิดบัญชีทรัพย์สิน ‘นักการเมือง’ ต้องเปิดทันที ประชาชนตรวจสอบได้

กรุงเทพธุรกิจ x KRAC ชี้ “ผลการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สิน” เป็นเพียงข้อสรุป แต่ “บัญชีทรัพย์สิน” คือข้อมูลต้นทางที่จำเป็นต่อการตรวจสอบโดยประชาชนและสื่อมวลชน

KRAC Insights I การประเมินความเสี่ยงการคอร์รัปชันในกฎหมาย

กฎหมายต่อต้านคอร์รัปชันที่เรามี ดีพอแล้วหรือไม่? หรือยังมีช่องว่างที่เราอาจมองไม่เห็น…KRAC ชวนทำความรู้จัก CRAT เครื่องมือประเมินความเสี่ยงคอร์รัปชันของกฎหมาย ภายใต้หลักสูตรกฎหมายและมาตรการว่าด้วยการต่อต้านคอร์รัปชันชิงปฏิบัติการ