
วิเคราะห์ปัจจัยการแจ้งเบาะแสการทุจริตในภาครัฐในกลุ่มตัวอย่างเจ้าหน้าที่ อบต.
เมื่อพูดถึงการต่อต้านคอร์รัปชัน กลไกสำคัญอย่างหนึ่งที่ถูกคาดหวังเสมอคือการ “แจ้งเบาะแส” หรือ “Whistleblowing” จากคนภายในองค์กร ไม่ว่าจะเป็นพนักงาน ลูกจ้าง หรือแม้แต่ผู้บริหารเอง แต่ในความเป็นจริง สถานการณ์กลับไม่ง่ายอย่างที่คิดเพราะยังมีอีกหลายปัจจัยทำให้คนส่วนมากไม่กล้าออกมาเปิดโปงการทุจริต
งานวิจัยเรื่อง “โมเดลทางทฤษฎีเชื่อมโยงดัชนีการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐและความคิดที่จะออกมาแจ้งเบาะแสการทุจริตในภาครัฐในกลุ่มตัวอย่างเจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในประเทศไทย: การวิจัยแบบผสม” (2561) โดย วิษณุพงษ์ โพธิพิรุฬห์ และอัชกรณ์ วงศ์ปรีดี
ได้ทำการลงพื้นที่และเก็บข้อมูลจากข้าราชการท้องถิ่นใน 40 อบต. จังหวัดสงขลา ทำให้ได้ทราบถึงเหตุผลหลักที่คนจำนวนมากไม่กล้าออกมาเปิดโปงการทุจริต โดยเฉพาะในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ปัญหาคอร์รัปชันฝังรากลึกและมีความซับซ้อน
3 เหตุผลหลักที่เจ้าหน้าที่ อบต. ไม่กล้าออกมาเปิดโปงการทุจริต
จากงานวิจัยได้ระบุถึงสาเหตุที่ทำให้คนจำนวนมากไม่กล้าออกมาแจ้งเบาะแสมี 3 เหตุผลมีดังนี้
หนึ่ง บอกไปก็เท่านั้น
งานวิจัยพบว่าในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อบต.) ที่มีคะแนนการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส (ITA) ต่ำ พนักงานจะรู้สึกว่าการแจ้งเบาะแสภายในองค์กรเป็นเรื่องที่ยากมาก เนื่องจากพวกเขาอาจเคยเห็นตัวอย่างของคนที่พยายามแจ้งเบาะแสแล้ว แต่ก็ไม่เป็นผล ไม่มีใครสนใจ หรือเรื่องก็เงียบหายไปในที่สุด ทำให้เกิดความรู้สึกว่า “พูดไปก็ไม่มีประโยชน์” หรือ “ทำไปก็เท่านั้น”
และมองว่าปัญหายิ่งซับซ้อนขึ้น เมื่อบาง อบต. มีการทุจริตที่อาจเกี่ยวข้องกับนักการเมืองท้องถิ่นซึ่งเป็นผู้มีอำนาจในพื้นที่โดยตรง พนักงานจึงรู้สึกว่าการแจ้งเบาะแสอาจกลายเป็นการ “เอามือไปแหย่รังแตน” และนำไปสู่ปัญหาที่ใหญ่กว่าเดิม
สอง ไม่มีใครรับฟัง
อบต. หลายแห่งยังไม่มีระบบหรือช่องทางภายในที่ชัดเจนและปลอดภัยให้พนักงานสามารถแจ้งเบาะแสได้ พนักงานไม่รู้ว่าจะต้องไปบอกใคร จะต้องทำอย่างไร หรือจะไว้ใจใครได้ การไม่มีช่องทางแจ้งเบาะแสภายในองค์กรที่ชัดเจน ทำให้พนักงานรู้สึกเหมือนถูกบังคับให้ “ปิดปากเงียบ” หรือไม่ก็ต้องไปแจ้งเบาะแสกับคนภายนอก ซึ่งก็มีความเสี่ยงตามมาอีกหลายอย่าง
กลัวโดนเล่นงาน
ความกลัวที่จะถูกกลั่นแกล้ง ถูกลงโทษ หรือได้รับผลกระทบด้านลบ เป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้พนักงานไม่กล้าออกมาเปิดโปงการทุจริต พวกเขาอาจกลัวว่าจะถูกย้ายไปทำงานที่อื่น ถูกลดตำแหน่ง ถูกให้ออกจากงาน หรือแม้กระทั่งถูกใส่ร้ายป้ายสีให้เสียชื่อเสียง
ในบางกรณี การตอบโต้อาจรุนแรงกว่านั้น เช่น การถูกข่มขู่คุกคาม หรือถูกทำร้ายร่างกาย ทำให้พนักงานรู้สึกไม่ปลอดภัย และไม่กล้าที่จะเสี่ยง งานวิจัยยังชี้ให้เห็นว่า พนักงานอาจมีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับตนเอง ทั้งในด้านหน้าที่การงาน ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน และความปลอดภัยส่วนตัว
ต้องสร้างระบบและวัฒนธรรมที่เอื้อต่อการเปิดเผยข้อมูล
โดยสรุปผลจากงานวิจัย ชี้ให้เห็นว่าการสร้างสังคมที่กล้าแจ้งเบาะแสคอร์รัปชัน ไม่ใช่แค่การรณรงค์ให้คนพูด แต่ต้องสร้างระบบและวัฒนธรรมที่เอื้อต่อการเปิดเผยข้อมูล และปกป้องผู้ที่กล้าหาญในการพูดความจริง ซึ่งรวมถึงการมีช่องทางแจ้งเบาะแสที่ชัดเจนและปลอดภัย การสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการ การให้ความคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส และการส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้างและโปร่งใส
นอกจากนี้ งานวิจัยยังเสนอแนะว่า ภาครัฐควรใช้เครื่องมือ เช่น การประเมิน ITA อย่างต่อเนื่อง เพื่อติดตามและประเมินระดับคุณธรรมและความโปร่งใสขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และนำข้อมูลเหล่านี้มาใช้ในการพัฒนาแนวทางในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตอย่างมีประสิทธิภาพ
การต่อต้านคอร์รัปชันเป็นงานที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม ไม่ใช่แค่ภาครัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงประชาชนทุกคนที่ต้องร่วมกันเป็นหูเป็นตา และกล้าที่จะออกมาพูดความจริงเมื่อพบเห็นการทุจริตเกิดขึ้น
เพราะการเปลี่ยนแปลงอาจเริ่มต้นจากจุดเล็ก ๆ แต่เมื่อทุกคนร่วมมือกัน เราจะสามารถสร้างสังคมที่โปร่งใสและปราศจากการทุจริตได้ในที่สุด
ประเด็นเรื่องเหตุผลที่คนไม่กล้าแจ้งเบาะแสเป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยเรื่องนี้เท่านั้น งานวิจัยยังมีประเด็นที่น่าสนใจเพิ่มเติม เช่น การศึกษาอิทธิพลของจริยธรรมองค์กรที่มีต่อความคิดที่จะออกมาแจ้งเบาะแส หรือกระบวนการทางจิตวิทยาที่อธิบายความสัมพันธ์นี้ โดยสามารถอ่านสรุปงานวิจัยได้ที่ลิงก์ด้านล่าง
คอลัมน์ “KRAC คัดสรร เล่างานวิจัยไทย” เป็นบทความเล่างานวิจัยไทยด้านการต่อต้านคอร์รัปชัน ที่หยิบยกหนึ่งในประเด็นของงานวิจัยในมุมมองของผู้ปฏิบัติการ เพื่อปูพื้นฐานความรู้และความเข้าใจเรื่องการคอร์รัปชัน และการต่อต้านคอร์รัปชันในมิติต่าง ๆ ภายใต้บริบทของประเทศไทย
วิษณุพงษ์ โพธิพิรุฬห์ และอัชกรณ์ วงศ์ปรีดี. (2561). โมเดลทางทฤษฏีเชื่อมโยงดัชนีการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐและความคิดที่จะออกมาแจ้งเบาะแสการทุจริตในภาครัฐในกลุ่มตัวอย่างเจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในประเทศไทย: การวิจัยแบบผสม. สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

ศูนย์ความรู้เพื่อความร่วมมือในการต่อต้านคอร์รัปชัน และส่งเสริมธรรมาภิบาลในระดับภูมิภาค


หัวข้อ
KRAC คัดสรร เล่างานวิจัยไทย I ในสังคมที่มีความร่วมมือหรือความไว้เนื้อเชื่อใจกันสูง รัฐจะสร้างประโยชน์จากข้อค้นพบนี้อย่างไร ?
มุมมองของประชาชนต่อหน่วยงานรัฐ หนึ่งกลุ่มจ่ายภาษี อีกกลุ่มเข้ามาทำหน้าที่พัฒนาบริการสาธารณะให้เกิดประโยชน์ แต่มีหลายครั้งที่โครงการไม่ตอบสนองความต้องการของประชาชน เช่น ศาลาสร้างทิ้งไว้ไม่มีคนใช้ จนบางครั้งประชาชนต้องลงแรงทำกันเอง
KRAC คัดสรร เล่างานวิจัยไทย | แก้คอร์รัปชันต้องเริ่มที่ปัจจัยไหน โครงสร้างหรือค่านิยมที่ผิด ?
ปัญหาคอร์รัปชันในประเทศไทยยังเป็นปัญหาใหญ่ที่ยังแก้ไม่หาย แม้จะมีการก่อตั้งหน่วยงานและมีนโยบายออกมาป้องกันและปราบปรามมากมายแต่ก็ยังไม่ดีขึ้นมากนัก แล้วต้นเหตุของมันคืออะไร ? ชวนมาดูการวิเคราะห์ปัจจัยการคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างภาครัฐ
KRAC คัดสรร เล่างานวิจัยไทย | เปลี่ยนนโยบายคลัง ป้องกันคอร์รัปชันด้วยแนวทางเพิ่มความโปร่งใส
KRAC คัดสรรชวนทุกคนมาร่วมศึกษาความโปร่งใสของงบประมาณการคลังของไทย พร้อม 5 แนวทางเพิ่มความโปร่งใสจากงานวิจัย
