หากพูดถึงการแก้ปัญหาคอร์รัปชัน หนึ่งในแนวทางที่หลายคนนึกถึงเป็นอันดับแรก ๆ คือ “การสร้างมาตรการป้องกันและตรวจสอบที่เข้มข้นของภาครัฐ”
ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มกฎระเบียบ หรือการบังคับรายงานข้อมูลต่าง ๆ แต่ในทางปฏิบัติ มาตรการที่รัดกุมมากเกินไป อาจสร้างปัญหาใหม่ที่ไม่ช่วยแก้ปัญหาทั้งยังซ้ำเติมปัญหาโดยไม่รู้ตัว
KRAC ชวนสำรวจงานวิจัยเรื่อง “โครงการศึกษาฐานข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเพื่อออกแบบยุทธศาสตร์ในการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชันในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ” โดย เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ และคณะ (2562) โดยมีวัตถุประสงค์ในการวิเคราะห์เหตุปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันในโครงการจัดซื้อจัดจ้างและจัดทำข้อเสนอเพื่อไขปัญหา
งบประมาณมหาศาลที่สูญเสียไปจากปัญหาคอร์รัปชันในการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐ
โดยการศึกษาภายในงานวิจัยพบว่า ในแต่ละปี “งบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ” มีมูลค่าสูงถึง “1 ล้านล้านบาท” หรือประมาณ 37% ของงบประมาณทั้งประเทศ ขณะเดียวกัน เรื่องร้องเรียนคอร์รัปชันที่เข้าสู่ระบบก็มีมากถึง 60–70% ที่เกี่ยวข้องกับงานจัดซื้อจัดจ้างโดยตรง ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนถึงงบประมาณมหาศาลที่อาจสูญเสียไปจากปัญหาคอร์รัปชันในการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐ
จากปัญหาดังกล่าวภาครัฐจึงเร่งออกมาตรการต่าง ๆ เช่น บังคับให้คู่สัญญาต้องยื่นบัญชีรายรับรายจ่ายของทุกโครงการที่เกิน 5 แสนบาท โดยหวังว่าข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้ตรวจสอบเส้นทางเงินและจับโกงได้
แต่ในทางปฏิบัติ มาตรการที่ดูเข้มข้นเหล่านี้กลับสร้างภาระใหม่ให้ผู้ประกอบการที่สุจริต เพราะต้องจัดเตรียมเอกสารและรายงานข้อมูลมากขึ้น ขณะที่หน่วยงานรัฐอย่าง สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) เอง กลับไม่มีศักยภาพในการวิเคราะห์ข้อมูลมหาศาลเหล่านี้ได้ทัน
เมื่อข้อมูลถูกส่งเข้าระบบ แต่ตรวจสอบจริงได้น้อยมาก และยังทำให้เกิดภาระในการทำงาน สุดท้ายกระบวนการอื่น ๆ ก็ล่าช้าไปด้วย
มาตรการลดโกงที่เข้มข้น อาจ “เพิ่มภาระ” ในการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันได้
โดยงานวิจัยชี้ว่า ยังคงไม่ปรากฏแน่ชัดว่ามาตรการเหล่านี้ทำให้ปัญหาคอร์รัปชันลดลงจริงหรือไม่
นอกจากนี้ยังมีปัญหาในเรื่องของ “มาตรการเหวี่ยงแห” ที่ออกมาแบบเหมารวม ไม่ว่าจะเป็นโครงการเล็กหรือใหญ่ก็ต้องทำตามระเบียบของภาครัฐ ผลคือ ผู้ประกอบการที่สุจริตต้องยุ่งยากไปด้วย ในขณะที่ผู้ประกอบการที่ทุจริตจริงกลับมีช่องทางรอด เพราะระบบไม่ได้ตามจับให้ตรงจุด
งานวิจัยย้ำว่า ถ้ายังไม่มีข้อมูลชัดเจนว่าปัญหาเกิดตรงไหน แล้วไปออกมาตรการล้อมกรอบทุกทาง อาจได้แค่สร้างอุปสรรคใหม่มากกว่าแก้ไขปัญหาเก่า จึงได้เสนอว่า ภาครัฐควรเน้นการออกแบบมาตรการที่ตรงจุดโดยอาศัยข้อมูลเชิงประจักษ์ แทนที่จะใช้มาตรการเหมารวมที่สร้างภาระให้ทุกฝ่าย เช่น ควรปรับปรุงเงื่อนไขการเลือกวิธีจัดซื้อจัดจ้างแบบเฉพาะเจาะจงให้รัดกุมและโปร่งใสมากขึ้น รวมถึงส่งเสริมการแข่งขันในโครงการที่มีความเสี่ยงโดยการเปิดกว้างคุณสมบัติผู้เข้าร่วมประมูลให้มากขึ้น
อีกทั้งควรมีการผลักดันให้มีการเปิดเผยข้อมูลโครงการในทุกขั้นตอน เพื่อให้ประชาชนและภาคสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบ และควรตรวจสอบความเชื่อมโยงของบริษัทที่ชนะการประมูลกับนักการเมืองและเปิดเผยข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันการฮั้วประมูลและลดช่องทางทุจริต โดยทั้งหมดนี้ควรดำเนินการควบคู่กับการพัฒนาฐานข้อมูลและระบบเปิดเผยข้อมูลกลางที่เข้าถึงง่ายและใช้งานได้จริง เพื่อให้การป้องกันคอร์รัปชันเกิดประสิทธิผลอย่างแท้จริง
ทางออกจึงไม่ใช่การเพิ่มระเบียบหรือเอกสาร แต่ต้องรู้ให้ลึก รู้ให้จริง แล้วแก้ไขให้ตรงจุด
ถ้ารัฐยังฝากความหวังไว้กับมาตรการที่เข้มงวดโดยไม่ดูผลกระทบและไม่อาศัยข้อมูลจริงเป็นหลัก สิ่งที่ได้อาจมีแค่ “ภาระ” ที่มากขึ้นสำหรับคนสุจริต ส่วนปัญหาคอร์รัปชันก็ยังวนเวียนอยู่เหมือนเดิม ทางออกจึงไม่ใช่การเพิ่มระเบียบหรือเอกสาร แต่ต้องรู้ให้ลึก รู้ให้จริง แล้วแก้ไขให้ตรงจุด หากไม่ทำตามอย่างรอบคอบแล้วเราอาจจะติดกับดักการทุจริต โดยไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้จริงอย่างที่ประชาชนคาดหวัง
ประเด็นเรื่องของผลเสียที่มาจากมาตรการป้องกันคอร์รัปชันที่เข้มงวดมากเกินไป เป็นเพียงส่วนหนึ่งของงานวิจัยเท่านั้น งานวิจัยเรื่อง “โครงการศึกษาฐานข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเพื่อออกแบบยุทธศาสตร์ในการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชันในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ” โดย เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ และคณะ (2562) ยังมีประเด็นอื่น ๆ ที่น่าสนใจ เช่น การวิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดคอร์รัปชันในโครงการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐ การศึกษาความเชื่อมโยงระหว่างบริษัทที่ได้รับงานกับนักการเมือง หรือข้อเสนอในการพัฒนาระบบฐานข้อมูลและการเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนตรวจสอบได้มากขึ้น โดยสามารถอ่านสรุปงานวิจัยฉบับเต็มได้ที่ลิงก์ด้านล่าง
คอลัมน์ “KRAC คัดสรร เล่างานวิจัยไทย” เป็นบทความเล่างานวิจัยไทยด้านการต่อต้านคอร์รัปชัน ที่หยิบยกหนึ่งในประเด็นของงานวิจัยในมุมมองของผู้ปฏิบัติการ เพื่อปูพื้นฐานความรู้และความเข้าใจเรื่องการคอร์รัปชัน และการต่อต้านคอร์รัปชันในมิติต่าง ๆ ภายใต้บริบทของประเทศไทย
เดือนเด่น นิคมบริรักษ์, วีรวัลย์ ไพบูลย์จิตต์อารี, ธารทิพย์ ศรีสุวรรณเกศ, อุไรรัตน์ จันทรศิริ, ภวินทร์ เตรียนันท์, ศศิพงษ์ สุมา และศิราภรณ์ ธูปเทียน. (2562). โครงการศึกษาฐานข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเพื่อออกแบบยุทธศาสตร์ในการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชันในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ. สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.).
ศูนย์ความรู้เพื่อความร่วมมือในการต่อต้านคอร์รัปชัน และส่งเสริมธรรมาภิบาลในระดับภูมิภาค
หัวข้อ
KRAC คัดสรร เล่างานวิจัยไทย | หลังฉากความสำเร็จการพัฒนาโครงการ งบประมาณถึงมือชาวบ้านหรือมือใคร ?
ทราบหรือไม่ว่ายังมีอีกหลายโครงการที่ใช้งบประมาณจำนวนมหาศาลในการพัฒนาชุมชน แต่กลับสูญเปล่า หรือไม่คุ้มค่ากับที่ตั้งใจไว้ ทำให้ชาวบ้านที่ฝันไกลว่าอยากให้ชุมชนพัฒนาแค่ไหน แต่งบประมาณกลับไปไม่ถึง
KRAC คัดสรร เล่างานวิจัยไทย | รู้จัก “3 พันธมิตร” ต้นตอของการคอร์รัปชันในโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่
โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ของรัฐ หมายถึงโครงการก่อสร้างที่มีงบประมาณตั้งแต่ 1 พันล้านบาทขึ้นไป หรือที่เรามักได้ยินว่า “เมกะโปรเจกต์” (Mega Project) และด้วยการที่เป็นโครงการที่มีงบประมาณจำนวนมาก การทุจริตในโครงการประเภทนี้จึงสร้างความเสียหายอย่างมากให้กับงบประมาณประเทศ
KRAC คัดสรร เล่างานวิจัยไทย | มาตรการลดโกงที่เข้มข้น อาจ “เพิ่มภาระ” ในการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันได้
การสร้างมาตรการป้องกันและตรวจสอบที่เข้มข้นของภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มกฎระเบียบ หรือการบังคับรายงานข้อมูลต่าง ๆ อาจไม่ใช่คำตอบของการแก้คอร์รัปชัน เพราะกฎระเบียบที่ซับซ้อนอาจกลายเป็นภาระและซ้ำเติมปัญหาเดิม ถึงเวลาคิดใหม่ หาทางออกที่โปร่งใสและยั่งยืน


