จะใช้ AI แก้ปัญหาประเทศ รัฐ ต้องพร้อมเปิดข้อมูล
ผู้อำนวยการศูนย์ KRAC เข้าร่วมการเสวนา หัวข้อ “เขาแจก…แต่เราจ่าย คิดใหม่เรื่องนโยบายพรรคการเมือง” เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2569 โดยทาง TDRI ได้สรุปประเด็นที่ รศ.ดร. ต่อภัสสร์ ยมนาค นำเสนอบนเวที ดังนี้
ในการแก้ปัญหาปากท้อง ปัญหาสังคมของทุกพรรคการเมือง พยายามชูการใช้ AI เข้ามาแก้วิกฤติ แต่สิ่งที่แต่ละพรรคลืมคิดไปก็คือ เราไม่ได้มีฐานข้อมูลในระบบมากพอที่จะให้ AI อ่าน การจัดการปัญหาคอรัปชั่นในโลกสำเร็จได้ด้วยการเปิดเผยข้อมูลของภาครัฐ แต่หน่วยงานรัฐไทยไม่เคยมีมาตรฐานกลางในการเปิดเผยชุดข้อมูลเพื่อให้นำไปวิเคราะห์ต่อได้
ความสำเร็จในอดีตของไทยเช่น ทุจริตก่อสร้างภาครัฐฯ เกิดจากการที่ประชาชนเข้าถึงฐานข้อมูล และใช้ระบบช่วยตรวจสอบความผิดปกติ จนทำให้ ปปช. สามารถหาหลักฐานดำเนินคดีได้จริง แต่ทุกวันนี้เราแทบจะไม่มีสิ่งนั้นหลงเหลือ
อ.ต่อภัสสร์ ชี้ว่า การยกระดับมาตรฐานข้อมูลของภาครัฐคือหัวใจสำคัญของการต่อต้านคอร์รัปชันในยุคดิจิทัล เพราะเมื่อข้อมูลถูกเปิดเผยและเชื่อมโยงกันได้ การใช้เทคโนโลยีอย่าง AI และบล็อกเชนจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น ตัวอย่างเช่น การนำข้อมูลกว่า 25 ชุดมาใช้ตรวจสอบการทุจริต กรณีเสาไฟฟ้ากินรีที่ประชาชนสามารถเปิดแอปดูราคาต่อหน่วย พบว่ามีราคาสูงผิดปกติ และสามารถร้องเรียนจนเกิดการขยับของกลไกตรวจสอบ
อย่างไรก็ตาม ปัญหาเชิงโครงสร้างในปัจจุบันคือ ฐานข้อมูลของรัฐยังไม่ถูกเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ ทั้งข้อมูลจากกระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์ และกรมบัญชีกลาง หากสามารถเชื่อมโยงข้อมูลเหล่านี้ได้ จะช่วยให้หน่วยงานตรวจสอบเห็นความเสี่ยงได้ง่ายขึ้น และทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ในทางปฏิบัติ การเปิดข้อมูลยังไม่เป็นระบบตั้งแต่ต้นทาง ทำให้ศักยภาพของการใช้ข้อมูลถูกจำกัด
เมื่อพิจารณารายจ่ายของรัฐผ่านเลนส์ข้อมูล จะเห็นว่างบประมาณจำนวนหนึ่งถูกใช้ไปกับโครงการหรือสิ่งปลูกสร้างที่ขาดความจำเป็นหรือไม่มีประสิทธิภาพ เช่น ศาลาแก้วมูลค่ากว่า 120 ล้านบาท หรือการก่อสร้างอาคารราชการใหม่จำนวนมาก รวมถึงโครงการก่อสร้างบางแห่งที่เป็นงบผูกพันระยะยาว ซึ่งเพิ่มภาระการคลังโดยไม่สร้างคุณค่าเชิงสาธารณะอย่างชัดเจน
การลดคอร์รัปชันและอุดช่องโหว่งบประมาณเป็นกลไกหลัก แนวทางการต่อต้านคอร์รัปชันสามารถมองได้เป็น 3 มิติ
มิติแรก คือ การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างหลักนิติรัฐ (Rule of Law) ที่แท้จริง อย่างไรก็ตาม การเพิ่มโทษหรือเขียนกฎหมายให้รุนแรงขึ้นอาจไม่ใช่คำตอบเชิงโครงสร้างเสมอไป เพราะแม้บทลงโทษสูงสุดของคดีคอร์รัปชันจะรุนแรงมาก แต่หากไม่ถูกบังคับใช้จริง ก็ไม่ก่อให้เกิดผลยับยั้ง
มิติที่สอง คือ การเพิ่มความโปร่งใสผ่านการเปิดเผยข้อมูล โดยเริ่มตั้งแต่ต้นทาง ปัญหาปัจจุบันคือ ข้อมูลจำนวนมากไม่ถูกเปิดเผยตั้งแต่แรก ทำให้ไม่สามารถนำไปเชื่อมโยง วิเคราะห์ และใช้เป็นเครื่องมือป้องกันการทุจริตได้อย่างเต็มที่
มิติที่สาม คือ การสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อให้สังคมเข้ามามีบทบาทในการตรวจสอบมากขึ้น แต่ยังมีข้อจำกัดสำคัญคือ การมีส่วนร่วมจำนวนมากยังอยู่ในเชิงสัญลักษณ์ ความเห็นของประชาชนไม่ถูกนำไปใช้จริง และข้อมูลจำนวนมากยังไม่ถูกส่งถึงประชาชนอย่างทั่วถึง
ด้วยเหตุนี้ อ.ต่อภัสสร์จึงตั้งข้อสังเกตว่า นโยบายด้านการต่อต้านทุนเทาและการต่อต้านคอร์รัปชันที่พรรคการเมืองนำเสนอ จำเป็นต้องลงรายละเอียดมากกว่าการประกาศเจตนารมณ์ โดยเฉพาะในเรื่องการเปิดข้อมูล การเชื่อมโยงฐานข้อมูล และกลไกการมีส่วนร่วมของประชาชน หากต้องการให้การต่อต้านคอร์รัปชันเกิดผลจริงในทางปฏิบัติ
10 มกราคม 2569