“กรุงเทพธุรกิจ”และ ศูนย์ความรู้เพื่อความร่วมมือในการต่อต้านคอร์รัปชันและส่งเสริมธรรมาภิบาลในระดับภูมิภาค (KRAC) คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมมือนำเสนอข้อมูลเพื่อสร้างแนวทางการป้องกันปัญหาคอร์รัปชันในประเทศไทยที่เป็นกับดักของประเทศ
รองศาสตราจารย์ ดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค และ นายศุภวิชญ์ แก้วคูนอก ได้นำเสนอมุมมองที่จะทำให้วงวิชาการไทยโปร่งใสตรวจสอบได้ โดยระบุว่า เมื่อพูดถึง “คอร์รัปชัน” หลายคนอาจนึกถึงการยักยอกงบประมาณแผ่นดิน การรับสินบน หรือการฮั้วประมูลในโครงการของรัฐ แต่มีอีกพื้นที่หนึ่งที่เราอาจไม่ค่อยพูดถึงมากนัก นั่นคือ คอร์รัปชันในวงวิชาการและระบบวิจัย
เรื่องนี้สำคัญกว่าที่เราคิด เพราะงานวิจัยจำนวนมากเกิดขึ้นจากเงินภาษี และหลายชิ้นถูกนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจของรัฐบาล หากกระบวนการให้ทุนหรือการทำวิจัยมีปัญหา ผลกระทบจึงไม่ได้หยุดอยู่ในมหาวิทยาลัย แต่อาจนำไปสู่การใช้งบประมาณที่ไม่คุ้มค่า หรือทำให้นโยบายสาธารณะตั้งอยู่บนข้อมูลที่ไม่น่าเชื่อถือ
คอร์รัปชันในวงวิชาการและระบบวิจัย
รายงานของ U4 Anti-Corruption Helpdesk จึงเตือนว่า คอร์รัปชันในงานวิจัยสามารถส่งผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง และยังทำลายหลักการที่ว่าความก้าวหน้าทางวิชาการควรเกิดจากความสามารถและความพยายาม
ปัญหานี้เกิดขึ้นได้ตลอดเส้นทางของงานวิจัย ตั้งแต่การคัดเลือกผู้รับทุน การออกแบบงานวิจัย การจ้างบุคลากร การจัดซื้ออุปกรณ์ การเก็บและวิเคราะห์ข้อมูล ไปจนถึงการตีพิมพ์ผลงาน โดยเฉพาะขั้นตอนการจัดสรรทุน ซึ่งรายงาน U4 ที่ศึกษารูปแบบการคอร์รัปชันในวงวิชาการในหลายประเทศ ระบุว่าอาจมีทั้งการใช้เส้นสาย การเอื้อประโยชน์ หรือการตกลงกันล่วงหน้าว่าใครจะได้รับทุน
ทั้งนี้ ปัญหาสำคัญอยู่ที่ “ความไม่เท่าเทียมของข้อมูลและอำนาจ” คนที่ตัดสินใจให้ทุนย่อมมีข้อมูลมากกว่าคนนอก ขณะที่ประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของเงินภาษีแทบไม่รู้เลยว่า เงินวิจัยถูกจัดสรรให้ใคร ด้วยเหตุผลอะไร และเมื่อได้รับเงินไปแล้วสร้างผลงานอะไรกลับคืนมาบ้าง
ดังนั้น หากต้องการสร้างความโปร่งใสในวงวิชาการไทย จุดเริ่มต้นที่สำคัญคือทำให้ “เส้นทางของเงินทุนวิจัยมีความโปร่งใสในทุกขั้นตอน”
หนุนพัฒนา “ทะเบียนทุนวิจัยแห่งชาติ”
ประเทศไทยมีระบบข้อมูลด้านการวิจัยอยู่แล้ว สิ่งที่ควรพัฒนาต่อคือการเชื่อมข้อมูลเหล่านั้นให้กลายเป็น “ทะเบียนทุนวิจัยแห่งชาติ” ที่ประชาชนเข้าถึงและนำข้อมูลไปวิเคราะห์ต่อได้ ตั้งแต่ประกาศรับข้อเสนอ เกณฑ์การให้คะแนน รายชื่อโครงการที่ได้รับทุน จำนวนเงิน ระยะเวลาดำเนินงาน ไปจนถึงผลงานที่เกิดขึ้น
อีกประเด็นที่สำคัญ ซึ่งรายงานของ U4 ได้นำเสนอไว้อย่างน่าสนใจ คือ ความโปร่งใสของคณะกรรมการพิจารณาทุน เพราะวงวิชาการในหลายสาขามีขนาดค่อนข้างเล็ก นักวิจัย ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้บริหารทุนย่อมมีโอกาสรู้จักหรือเคยทำงานร่วมกัน
การมีความสัมพันธ์กันไม่ได้หมายความว่าจะเกิดการทุจริตเสมอไป แต่ระบบต้องสามารถจัดการ “ผลประโยชน์ทับซ้อน” ได้อย่างจริงจัง เช่น กรรมการต้องเปิดเผยความสัมพันธ์กับผู้สมัคร ถอนตัวจากการพิจารณาเมื่อมีส่วนได้เสีย และมีการหมุนเวียนผู้ประเมิน
ที่สำคัญ นักวิจัยควรมีสิทธิรู้ว่า “ทำไมจึงได้ทุน หรือทำไมจึงไม่ได้ทุน” อย่างน้อยควรได้รับคะแนนตามเกณฑ์และคำอธิบายจากผู้ประเมิน เพราะความโปร่งใสไม่ได้หมายถึงการเปิดรายชื่อผู้ได้รับทุนเท่านั้น หากยังหมายถึงการทำให้เหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจสามารถอธิบายและตรวจสอบได้ด้วย
“เปิดข้อมูล” ช่วยลดความเสี่ยงบิดเบือน
นอกจากนี้ รายงานของ U4 ยังชี้ว่า การเปิดข้อมูล วิธีวิเคราะห์ และไฟล์ที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยสามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อการบิดเบือนหรือปลอมแปลงผลการศึกษาได้
ในท้ายที่สุด การสร้างวงวิชาการที่โปร่งใสคงฝากความหวังไว้กับ “นักวิจัยที่ดี” เพียงอย่างเดียวไม่ได้ เราต้องออกแบบระบบที่ช่วยให้คนทำงานอย่างซื่อสัตย์ได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกันทำให้การเอื้อประโยชน์ การใช้เส้นสาย หรือการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์เกิดขึ้นได้ยากและถูกตรวจพบได้ง่ายขึ้น
“ซึ่งสอดคล้องกับข้อเสนอของ U4 ที่มองว่าความซื่อตรงทางวิชาการต้องสร้างทั้งในระดับบุคคลและระดับสถาบัน ผ่านกติกา ระบบตรวจสอบ ความโปร่งใส และวัฒนธรรมองค์กร”
วันนี้กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม มีนโยบายที่สำคัญอย่าง Synergistic Government & Ecosystem รัฐบาลที่โปร่งใสและทำงานร่วมกันได้กับทุกภาคส่วน เพื่อมุ่งเป้าลดการคอร์รัปชันในวงการวิชาการ
ข้อเสนอข้างต้นอาจเป็นแนวปฏิบัติที่ดีที่ไทยควรนำแนวทางสากลมาใช้ เพราะความน่าเชื่อถือของวงวิชาการไม่ได้เกิดจากจำนวนงานวิจัยหรืออันดับมหาวิทยาลัยเพียงอย่างเดียว
หากเกิดจากความมั่นใจของสังคมว่า เงินวิจัยทุกบาทมีที่มา การตัดสินใจทุกครั้งมีเหตุผล และผลงานที่เกิดจากเงินงบประมาณพร้อมเปิดให้ประชาชนตรวจสอบได้
บทความ “Corruption Tracker” เป็นความร่วมมือระหว่าง “กรุงเทพธุรกิจ” และ ศูนย์ความรู้เพื่อความร่วมมือในการต่อต้านคอร์รัปชันและส่งเสริมธรรมาภิบาลในระดับภูมิภาค (KRAC) คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำเสนอข้อมูลเพื่อสร้างแนวทางการป้องกันปัญหาคอร์รัปชันในประเทศไทยที่เป็นกับดักของประเทศ
ศูนย์ความรู้เพื่อความร่วมมือในการต่อต้านคอร์รัปชันและส่งเสริมธรรมาภิบาลในระดับภูมิภาค. (2569, 17 กรกฎาคม).เปิดข้อมูลใบอนุญาตสถานประกอบการ ‘เพิ่มโปร่งใส’ เพิ่มความปลอดภัยผู้บริโภค. กรุงเทพธุรกิจ.
หัวข้อ
KRAC Extract | มหาวิทยาลัย งานวิจัย และผลประโยชน์: สำรวจอำนาจและช่องโหว่คอร์รัปชันในแวดวงวิชาการ
คอร์รัปชันในมหาวิทยาลัยและงานวิจัยอาจซ่อนอยู่ในขั้นตอนใดบ้าง? KRAC Extract ชวนเจาะลึกจุดเสี่ยงตั้งแต่การรับนักศึกษา การให้คะแนน ไปจนถึงทุนวิจัย พร้อมแนวทางสร้างระบบที่โปร่งใสและตรวจสอบได้
จากมุมมองโลกสู่ไทย ทำอย่างไรให้ ‘วงวิชาการไทย’ โปร่งใสตรวจสอบได้
วงวิชาการไทยจะโปร่งใสได้อย่างไร? ชวนสำรวจการเปิดข้อมูลทุนวิจัย การจัดการผลประโยชน์ทับซ้อน และการสร้างระบบที่ตรวจสอบได้ตั้งแต่การให้ทุนถึงผลงานวิจัย
KRAC Insights I ธรรมาภิบาลดิจิทัล: เทคโนโลยีช่วยป้องกันคอร์รัปชันได้ แต่ไม่อาจแทนที่ความซื่อสัตย์ของคน
AI และข้อมูลเปิดช่วยลดคอร์รัปชันได้จริงแค่ไหน? ชวนสำรวจธรรมาภิบาลดิจิทัล ตั้งแต่การเชื่อมโยงข้อมูล ไปจนถึงบทบาทของคนและระบบที่โปร่งใส


