การดำเนินการของนักการเมืองและเจ้าหน้าที่ระดับสูง ซึ่งมีอำนาจในการกำหนดหรือปรับเปลี่ยนทิศทางการทำงานของรัฐบาลหรือหน่วยงานภาครัฐในระดับนโยบาย
ย่อมส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของประเทศในวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นการจัดสรรงบประมาณ หรือการกำหนดนโยบายเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
หากกระบวนการตัดสินใจเหล่านี้ถูกบิดเบือนด้วยการทุจริต เช่น การจัดสรรงบประมาณไปยังภาคส่วนที่ตนเองหรือพวกพ้องได้รับประโยชน์ แทนที่จะมุ่งไปยังภาคส่วนที่มีความจำเป็น ย่อมนำไปสู่ความสูญเสียทั้งในด้านความคุ้มค่าของงบประมาณ คุณภาพชีวิตของประชาชน และศักยภาพในการพัฒนาประเทศในระยะยาว
ดังนั้น การติดตามและตรวจสอบการใช้อำนาจของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ระดับสูงจึงเป็นเรื่องที่ประชาชนควรให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง และหนึ่งในเครื่องมือสำคัญสำหรับการตรวจสอบการดำเนินการของผู้มีอำนาจ คือ “กระบวนการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สิน” ที่จะช่วยสะท้อนสถานะทางการเงินของผู้มีอำนาจและบุคคลใกล้ชิด ซึ่งอาจบ่งชี้ถึงความผิดปกติจากการใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบได้
จึงขอชวนทุกท่านมาร่วมทำความเข้าใจกลไกสำคัญนี้ เพื่อให้สามารถติดตามและตรวจสอบการทุจริต รวมถึงสามารถเสนอแนะเพื่อพัฒนากระบวนการให้มีความรัดกุมและง่ายต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
กระบวนการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สิน สำคัญอย่างไร?
ในกระบวนการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ได้กำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ และเจ้าหน้าที่ของรัฐระดับสูง รวมถึงคู่สมรสและบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) เพื่อให้มีการตรวจสอบความถูกต้องและความเปลี่ยนแปลงของทรัพย์สิน อันเป็นกลไกสำคัญในการป้องกันและตรวจสอบการใช้อำนาจโดยมิชอบ ไม่ว่าจะเป็นการเรียกรับสินบน การเอื้อประโยชน์แก่พวกพ้อง หรือการทุจริตเชิงนโยบาย
ผู้ที่กฎหมายกำหนดให้ยื่นข้อมูลทรัพย์สินและหนี้สินจะต้องดำเนินการภายใน 60 วัน หลังเข้ารับตำแหน่ง และหลังพ้นจากตำแหน่ง โดยในกรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐระดับสูงที่มีลักษณะการดำรงตำแหน่งแบบข้าราชการประจำ จะต้องดำเนินการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินระหว่างที่ดำรงตำแหน่งทุก 3 ปี โดยมีระยะเวลาภายใน 60 วันหลังจากครบกำหนด ในการดำเนินการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินของคณะกรรมการ ป.ป.ช. สำหรับการยื่นครั้งแรกจะเป็นการตรวจสอบความถูกต้องและการมีอยู่จริงของทรัพย์สินและหนี้สิน ขณะที่การยื่นครั้งต่อไปจะมีการตรวจสอบความเปลี่ยนแปลงของทรัพย์สินและหนี้สินเพื่อพิจารณาหาความผิดปกติของการได้มาซึ่งทรัพย์สินและหนี้สินที่อาจเกิดจากการใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบ
ในส่วนของข้อมูลที่ต้องแสดงในการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ประกอบด้วยข้อมูลรายละเอียดทั้งด้านรายจ่ายและรายได้ โดยด้านรายจ่ายประกอบด้วย รายจ่ายประจำ เช่น ค่าใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภค ค่าผ่อนบ้าน ค่าเบี้ยประกัน และรายจ่ายอื่น ๆ เช่น เงินบริจาค ค่าใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยว ขณะที่ด้านรายได้ ประกอบด้วย รายได้ประจำ เช่น เงินเดือน โบนัส ค่าตอบแทน รายได้จากทรัพย์สิน เช่น ค่าเช่า ดอกเบี้ย เงินปันผล รายได้จากรับให้จำหน่ายทรัพย์สิน เช่น มรดก ขายทรัพย์สิน และรายได้อื่น ๆ เช่น ค่านายหน้า รายได้จากการทำการเกษตร โดยในการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต้องนับรวมทรัพย์สินและหนี้สินในต่างประเทศ และทรัพย์สินของผู้ยื่นที่มอบหมายให้อยู่ในความครอบครองของบุคคลอื่นด้วยเช่นกัน
หากพบความผิดปกติ คณะกรรมการ ป.ป.ช. จะดำเนินการอย่างไร?
นอกจากนี้ กระบวนการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินโดยคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบข้อมูล ด้วยการเผยแพร่ข้อมูลรายการทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ และเจ้าหน้าที่ของรัฐระดับสูง รวมถึงคู่สมรสและบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ภายใน 30 วันนับจากวันที่มีการยื่นบัญชี ผ่านช่องทางของสำนักงาน ป.ป.ช. โดยข้อมูลดังกล่าวจะถูกเปิดเผยเป็นระยะเวลา 180 วัน
และคณะกรรมการ ป.ป.ช. จะดำเนินการเผยแพร่ผลการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ที่กฎหมายกำหนดให้ยื่นข้อมูลว่ามีความผิดปกติหรือไม่ ทั้งนี้ แม้ผลการตรวจสอบจะไม่พบความผิดปกติ แต่หากภายหลังมีเหตุสงสัยเพิ่มเติม ก็สามารถดำเนินการตรวจสอบเพิ่มเติมต่อไปได้
หากผลการตรวจสอบพบความผิดปกติ คณะกรรมการ ป.ป.ช. จะดำเนินการแบ่งออกเป็น 2 กรณี คือ
กรณีที่ 1: การจงใจไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินหรือจงใจยื่นข้อมูลเท็จ
หากพบว่ามีการจงใจไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน จงใจยื่นข้อมูลอันเป็นเท็จ ปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ หรือมีพฤติการณ์ที่ส่อว่ามีเจตนาที่จะไม่แสดงที่มาของทรัพย์สินและหนี้สินอย่างโปร่งใส คณะกรรมการ ป.ป.ช. จะดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาแก่บุคคลนั้น และกำหนดระยะเวลาให้เข้าชี้แจงข้อเท็จจริง
ในขั้นตอนถัดไปหากบุคคลดังกล่าวเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือผู้ดำรงตำแหน่งตามวาระ คณะกรรมการ ป.ป.ช. หรือเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจะดำเนินการเสนอเรื่องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเพื่อให้ศาลพิจารณาวินิจฉัย ส่วนในกรณีที่บุคคลดังกล่าวเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ คณะกรรมการ ป.ป.ช. หรือเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจะเสนอเรื่องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
กรณีที่ 2: การร่ำรวยผิดปกติ
หากพบว่าผู้ที่ทำการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินมีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ มีหนี้สินลดลงมากผิดปกติ หรือมีเหตุสงสัยว่ามีรายการทรัพย์สินและหนี้สินใดที่ได้มาโดยมิชอบ คณะกรรมการ ป.ป.ช. จะดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงอย่างละเอียด เพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน โดยเมื่อดำเนินการไต่สวนและมีมติของคณะกรรมการ ป.ป.ช. แล้วจะดำเนินการส่งรายงานสำนวน เอกสารหลักฐาน และความเห็นไปยังอัยการสูงสุดภายใน 30 วัน เพื่อให้อัยการสูงสุดยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งให้ให้ทรัพย์สินนั้นหรือประโยชน์อื่นใดที่ได้มาแทนทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดิน
ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินอย่างไร?
จากกระบวนการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่ามีการออกแบบขั้นตอนที่เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบข้อมูลที่ถูกเผยแพร่ โดยหากพบพฤติการณ์ที่อาจส่อไปในทางทุจริต ประชาชนสามารถร้องเรียนไปยังสำนักงาน ป.ป.ช. เพื่อให้ดำเนินการตรวจสอบต่อไปได้
กลไกนี้จึงไม่เพียงเป็นเครื่องมือของรัฐ แต่ยังเป็นการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีบทบาทในการกำกับตรวจสอบอำนาจรัฐโดยตรง ผ่านการเข้าถึงข้อมูล การตั้งข้อสังเกต และการแจ้งเบาะแสเมื่อพบความผิดปกติ ทำให้การแก้ไขปัญหาการทุจริตเป็นเรื่องของทุกคนในสังคม ซึ่งถือเป็นการส่งเสริมกลไกการต่อต้านการทุจริตอย่างยั่งยืน
ตัวอย่างที่สะท้อนถึงการใช้ประโยชน์จากข้อมูลดังกล่าวในการตรวจสอบการทำงานของภาครัฐ คือกิจกรรม “อาสาพา (PAR) กรอก” ที่ศูนย์ KRAC ร่วมกับองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) และ WeVis จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแปลงข้อมูลบัญชีทรัพย์สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัลบน ฐานข้อมูล ACT Ai Politics Data (ดูข้อมูลได้ที่: https://poldata.actai.co/)
การมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาฐานข้อมูลเปิดเช่นนี้ ถือเป็นพลังสำคัญในการสร้างความโปร่งใสทางการเมือง เพราะช่วยให้ข้อมูลเข้าถึงได้ง่ายขึ้น รู้ที่มาที่ไปของทรัพย์สิน เมื่อเกิดกรณีน่าสงสัยก็จะสามารถตรวจสอบได้ทันที อีกทั้งยังเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือในการต่อต้านทุจริตด้วย
หากประชาชนมีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับกระบวนการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินของคณะกรรมการ ป.ป.ช. การเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินก็จะไม่ใช่เพียง “การรายงานตามกฎหมาย” แต่จะกลายเป็น “เครื่องมือสำคัญในการสร้างสังคมที่โปร่งใส” ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาระบบตรวจสอบให้มีประสิทธิภาพ น่าเชื่อถือ และเป็นกลไกสำคัญในการต่อต้านการทุจริตอย่างยั่งยืนต่อไป
ข้อมูลความรู้ที่ KRAC ได้นำเสนอในบทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของ หลักสูตร “กฎหมายและมาตรการว่าด้วยการต่อต้านคอร์รัปชันและส่งเสริมธรรมาภิบาลเชิงปฏิบัติการ (Anti-Corruption Law and Policy: A Practical Curriculum) ” ซึ่งได้รับการสนับสนุนการดำเนินงานจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ และพัฒนาหลักสูตรร่วมกับศูนย์ความรู้เพื่อความร่วมมือในการต่อต้านคอร์รัปชันและส่งเสริมธรรมาภิบาลในระดับภูมิภาค คณะเศรษฐศาสตร์ และคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) และ HAND Social Enterprise
โดยข้อมูลที่ยกมาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเนื้อหาที่จะได้เรียนรู้ใน บทที่ 2 “กฎหมายและมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการต่อต้านคอร์รัปชันตามกฎหมายไทย” โดย คุณจิราพร บุรินทรวานิช ผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย สำนักงาน ป.ป.ช. หากสนใจศึกษาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับกลไกส่งเสริมการป้องกัน ปราบปราม และการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สิน ตั้งแต่โครงสร้างและอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไปจนถึงระบบการตรวจสอบผลประโยชน์ทับซ้อน การเปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน และช่องทางการแจ้งเบาะแสการทุจริต
ผู้ที่สนใจ สามารถสมัครเข้าเรียนออนไลน์ได้ฟรีผ่าน Chula Lifelong Learning (www.lifelong.chula.ac.th) หรือกดสมัครที่ลิงก์ด้านล่าง
หัวข้อ
KRAC Insights I การประเมินความเสี่ยงการคอร์รัปชันในกฎหมาย
กฎหมายต่อต้านคอร์รัปชันที่เรามี ดีพอแล้วหรือไม่? หรือยังมีช่องว่างที่เราอาจมองไม่เห็น…KRAC ชวนทำความรู้จัก CRAT เครื่องมือประเมินความเสี่ยงคอร์รัปชันของกฎหมาย ภายใต้หลักสูตรกฎหมายและมาตรการว่าด้วยการต่อต้านคอร์รัปชันชิงปฏิบัติการ
KRAC Extract | ถ้าคนตัดสินไม่เป็นกลาง ความยุติธรรมก็ไม่เป็นธรรม: บทเรียนจากกระบวนการคัดเลือกผู้พิพากษา
KRAC Extract ชวนสำรวจ จุดเริ่มต้นของความยุติธรรมผ่านกระบวนการคัดเลือกผู้พิพากษา แล้วจะออกแบบระบบ อย่างไรให้ศาลเป็นอิสระ แต่ยังตรวจสอบได้?
KRAC Insights I หนทางสู่สังคมไทยไร้คอร์รัปชัน: ออกแบบระบบให้โกงยาก โปร่งใส และทำดีได้ง่าย
หนทางสู่สังคมไทยไร้คอร์รัปชัน คือเปลี่ยนจาก “ไล่จับคนผิด” มาออกแบบระบบที่โกงยากตั้งแต่ต้น (Integrity by Design) และยืนบนหลักนิติธรรมที่ไม่เลือกปฏิบัติ ควบคู่กับการเปิดข้อมูลภาครัฐให้เชื่อมโยง ใช้งานง่าย และตรวจสอบย้อนหลังได้


