การทำงานในมหาวิทยาลัยอาศัยความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนหลายกลุ่ม อาจารย์ดูแลนักศึกษาและยังติดต่อกับศิษย์เก่า นักวิจัยร่วมงานกับคนในแวดวงวิชาการและประสานกับแหล่งทุน ผู้บริหารตัดสินใจเรื่องงบประมาณและทรัพยากรของหน่วยงาน ขณะที่เจ้าหน้าที่ต้องติดต่อกับคู่สัญญาและผู้ให้บริการอยู่เสมอ
ความสัมพันธ์เหล่านี้เป็นเรื่องปกติและจำเป็นต่อการเรียนการสอน การวิจัย และการบริการวิชาการ อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงอาจเกิดขึ้นเมื่อบุคคลเดียวกันมีหลายบทบาท หรือมีอำนาจตัดสินใจในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับตนเองหรือคนใกล้ชิด จนทำให้ผู้อื่นเริ่มตั้งคำถามต่อความเป็นกลางของกระบวนการ
โดยสถานการณ์ที่ควรระวังจึงมักเริ่มจากเรื่องใกล้ตัว เช่น กรรมการสอบมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับนักศึกษา นักวิจัยรับทุนจากบริษัทที่อาจได้ประโยชน์จากผลการศึกษา เจ้าหน้าที่จัดซื้อรู้จักกับผู้เสนอราคา หรือผู้บริหารร่วมอนุมัติโครงการให้หน่วยงานที่ตนกำกับดูแล เป็นต้น
อย่างไรก็ดี ความสัมพันธ์เหล่านี้ยังไม่อาจสรุปว่าผู้เกี่ยวข้องตัดสินใจอย่างลำเอียงหรือเกี่ยวข้องหับผลประโยชน์ สิ่งที่ต้องพิจารณาต่อคือ ความสัมพันธ์หรือผลประโยชน์นั้นเกี่ยวข้องกับเรื่องที่กำลังตัดสินใจเพียงใด บุคคลดังกล่าวมีอำนาจต่อผลลัพธ์ในขั้นใด และหากผู้ที่รับรู้ข้อเท็จจริงทั้งหมด เช่นมุมมองของคนภายนอกที่มองเข้ามา จะยังเชื่อมั่นในความเป็นกลางของกระบวนการหรือไม่
ผลประโยชน์ทับซ้อนเริ่มเมื่อความสัมพันธ์อาจมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ
องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) อธิบายว่า ผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest: COI) คือความขัดกันระหว่างหน้าที่สาธารณะกับผลประโยชน์ส่วนตัว ซึ่งผลประโยชน์นั้นอาจเข้ามามีอิทธิพลโดยมิชอบต่อการปฏิบัติหน้าที่ (OECD, 2004) แม้นิยามนี้วางอยู่บนบริบทของภาครัฐ แต่แกนหลักของแนวคิดสามารถนำมาใช้พิจารณาการทำงานของมหาวิทยาลัยได้ ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐหรือเอกชน เพราะผู้ปฏิบัติงานต่างมีหน้าที่ต่อมหาวิทยาลัย นักศึกษา ผู้เข้าร่วมการวิจัย ผู้ให้ทุน มาตรฐานวิชาการ และสังคม
คำว่า “ผลประโยชน์ส่วนตัว” มีความหมายกว้างกว่าเงินหรือทรัพย์สินที่ได้รับโดยตรง อาจเป็นหุ้น ของขวัญ รายได้จากงานภายนอก ความสัมพันธ์ทางครอบครัวหรือวิชาชีพ ชื่อเสียง โอกาสก้าวหน้า ตลอดจนประโยชน์ของคณะ ศูนย์วิจัย หรือกลุ่มที่บุคคลผูกพันอยู่ ด้วยเหตุนี้ความต้องการที่จะรักษาความสัมพันธ์กับแหล่งทุนหรือดูแลชื่อเสียงของหน่วยงานจึงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ในการทำงานทั่วไป โดยความเสี่ยงจะชัดขึ้นเมื่อผู้ที่มีผลประโยชน์ดังกล่าวสามารถกำหนดกฎเกณฑ์ เข้าถึงข้อมูล ให้คะแนน อนุมัติ หรือตรวจสอบผลในเรื่องเดียวกัน
การประเมินความเสี่ยงด้านผลประโยชน์ทับซ้อนด้วยตนเองเบื้องต้น จึงควรเริ่มจากคำถามสามข้อ ได้แก่ มีผลประโยชน์หรือความสัมพันธ์ใดเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่ บุคคลนั้นมีอำนาจต่อการตัดสินใจมากน้อยเพียงใด และความเกี่ยวข้องดังกล่าวอาจกระทบกับการใช้ดุลพินิจหรือทำให้ผู้อื่นสงสัยในความเป็นกลางหรือไม่ ทั้งนี้ การรู้จักหรือเคยร่วมงานกันไม่ได้ทำให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อนโดยอัตโนมัติ แต่ความสัมพันธ์นั้น ๆ ต้องเกี่ยวข้องกับหน้าที่หรือเรื่องที่บุคคลกำลังพิจารณาด้วย
OECD จำแนกผลประโยชน์ทับซ้อนออกเป็นสามลักษณะ ลักษณะแรกคือ ผลประโยชน์ทับซ้อนที่เกิดขึ้นจริง (Actual Conflict of Interest) เมื่อผลประโยชน์ส่วนตัวขัดกับหน้าที่ในปัจจุบัน เช่น กรรมการจัดซื้อร่วมพิจารณาบริษัทของญาติ ลักษณะที่สองคือ ผลประโยชน์ทับซ้อนที่อาจเกิดขึ้น (Potential Conflict of Interest) ซึ่งความขัดกันยังไม่เกิดในขณะนั้น แต่มีแนวโน้มจะเกิดหากบุคคลรับบทบาทบางอย่างในอนาคต ส่วนลักษณะที่สามคือ ผลประโยชน์ทับซ้อนที่ปรากฏในสายตาผู้อื่น (Apparent Conflict of Interest) เมื่อข้อเท็จจริงที่ปรากฏทำให้บุคคลภายนอกมีเหตุอันควรสงสัยว่าผลประโยชน์ส่วนตัวอาจมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ แม้เจ้าตัวจะเชื่อว่าตนเองวางตัวเป็นกลางก็ตาม
จุดสำคัญอยู่ที่ การเข้าข่ายผลประโยชน์ทับซ้อนยังไม่เท่ากับการกระทำผิด แต่เป็นสถานการณ์เสี่ยงที่บุคคลดังกล่าวควรเปิดเผยและจัดการก่อนจะกระทบต่อการตัดสินใจ หากผลประโยชน์ส่วนตัวส่งผลต่อการบิดเบือนการปฏิบัติหน้าที่แล้ว กรณีนั้นอาจพัฒนาไปสู่การประพฤติมิชอบ การใช้อำนาจโดยมิชอบ หรือการทุจริตได้ ทั้งนี้ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงและกฎหมายที่เกี่ยวข้องร่วมด้วย
ดังนั้น การแยกสถานการณ์เสี่ยงออกจากการกระทำผิดให้ชัดเจน จะช่วยให้มหาวิทยาลัยป้องกันปัญหาได้ตั้งแต่ต้นทาง และทำให้ผู้ที่เปิดเผยความสัมพันธ์โดยสุจริตไม่ถูกมองว่าเป็นผู้กระทำผิดหรือได้กระทำผิดไปแล้ว ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้เกิดความร่วมมือในองค์กรได้ง่ายขึ้นอีกด้วย
เครือข่าย ดุลพินิจ และอำนาจที่ไม่เท่ากัน คือจุดเสี่ยงของมหาวิทยาลัย
งานวิจัยชี้ แหล่งทุนอาจกระทบความเป็นอิสระของงานวิจัยได้ตลอดกระบวนการ
ผลประโยชน์ทับซ้อน เกิดได้ทั้งในระดับบุคคลและระดับสถาบัน
เปิดเผยเป็นจุดเริ่มต้น แต่ต้องประเมินความเสี่ยงและเลือกมาตรการให้เหมาะสม
มาตรการต้องได้สัดส่วนกับความเสี่ยง และการถอนตัวต้องเกิดขึ้นจริง
จากหลักการสากล สู่ระบบที่เปิดเผย ปรึกษา และตรวจสอบได้
เพราะความน่าเชื่อถือของมหาวิทยาลัยอยู่ที่ว่าเมื่อความสัมพันธ์เข้ามาเกี่ยวข้องกับอำนาจตัดสินใจ มหาวิทยาลัยจะจัดการกับมันได้โปร่งใสและเป็นธรรมเพียงใด หากมองเห็นและจัดการได้ตั้งแต่ต้น ผลประโยชน์ทับซ้อนก็ยังเป็นความเสี่ยงที่ควบคุมได้ ก่อนจะลุกลามเป็นความเสียหายต่อบุคลากร งานวิชาการ และความน่าเชื่อถือของสถาบันในระยะยาว
- Maslen, C. (2023). Mozambique: Corruption and anti-corruption within the research sector and higher education system. U4 Anti-Corruption Resource Centre, Chr. Michelsen Institute.
- Merkle, O. (2017). Corruption risks in research funding in developing countries. U4 Anti-Corruption Resource Centre, Chr. Michelsen Institute.
- Organization for Economic Co-operation and Development. (2004). Managing conflict of interest in the public service: OECD guidelines and country experiences. OECD Publishing.
- Organisation for Economic Co-operation and Development. (2018). Behavioural insights for public integrity: Harnessing the human factor to counter corruption. OECD Publishing.
- United Nations. (2004). United Nations Convention against Corruption. United Nations.
หัวข้อ
กระตุกต่อม “เอ๊ะ!” ในรั้วมหาวิทยาลัย: เกมชวนคิดเพื่อรู้ทันผลประโยชน์ทับซ้อน
ผลประโยชน์ทับซ้อนในมหาวิทยาลัยมักเกิดจากสถานการณ์ใกล้ตัวที่หลายคนคุ้นชิน บทความนี้ถอดบทเรียนจากเกม “ใช่ COI หรือไม่?” เพื่อชวนบุคลากรสังเกตความเสี่ยง เปิดเผยส่วนได้เสีย และจัดการได้ตั้งแต่ต้นทาง
KRAC Insights I ผลประโยชน์ทับซ้อนในมหาวิทยาลัย: มองให้เห็น จัดการให้ทัน
ทำความเข้าใจผลประโยชน์ทับซ้อนในมหาวิทยาลัย จุดเสี่ยงจากงานวิจัย ทุน การประเมิน และการจัดซื้อ พร้อมแนวทางเปิดเผย ถอนตัว และจัดการอย่างเหมาะสม
เปิดข้อมูลใบอนุญาตสถานประกอบการ ‘เพิ่มโปร่งใส’ เพิ่มความปลอดภัยผู้บริโภค
การเปิดและเชื่อมโยงข้อมูลใบอนุญาตสถานประกอบการ ช่วยเพิ่มความโปร่งใส ความปลอดภัย และเปิดทางให้ประชาชนร่วมตรวจสอบการกำกับดูแลของภาครัฐได้อย่างไร


