โลกยุค New Normal ทำให้การตรวจสอบการทุจริตซับซ้อนยิ่งขึ้น งานวิจัยนี้เผยความท้าทายของผู้สอบบัญชีและชี้ทางออกด้วยเทคโนโลยีใหม่ จรรยาบรรณวิชาชีพ และการตรวจสอบเชิงสืบสวนเพื่อสร้างความโปร่งใสและเชื่อมั่นทางการเงิน
บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความท้าทายของผู้สอบบัญชีต่อการทุจริตในงบการเงินยุคชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) ว่าจะสามารถตรวจสอบการทุจริตพบหรือไม่ โดยชี้ให้เห็นว่าการทุจริตทางบัญชีมักถูกซ่อนเร้นและตรวจพบได้ยาก เนื่องจากเกิดจากการตั้งใจของบุคคลหรือผู้บริหารองค์กรที่แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน โดยเฉพาะสถานการณ์โควิด-19 ยิ่งเพิ่มความซับซ้อนต่อระบบเศรษฐกิจและพฤติกรรมธุรกิจ ทำให้การตรวจสอบยากยิ่งขึ้น
ผลการศึกษาพบว่า การทุจริตทางบัญชีมักมีลักษณะซ่อนเร้นและตรวจพบได้ยาก เนื่องจากมักเกิดจากการกระทำโดยเจตนาของบุคคลภายในองค์กร โดยเฉพาะผู้บริหารที่มีอำนาจในการแทรกแซงข้อมูลทางการเงิน เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความน่าเชื่อถือของงบการเงิน ในด้านความท้าทายสำคัญ ผู้สอบบัญชีต้องเผชิญกับ (1) ความจำเป็นในการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการตรวจสอบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรวบรวมพยานหลักฐาน (2) การปฏิบัติงานตรวจสอบและการสอบทานคุณภาพที่ต้องใช้เวลา ดุลยพินิจ และความรอบคอบมากขึ้น และ (3) ความเสี่ยงจากการทุจริตที่เกิดจากผู้บริหาร ซึ่งอาจมีนัยสำคัญต่อการแสดงความเห็นต่องบการเงิน
ดังนั้น ผู้สอบบัญชีควรยึดมั่นในจรรยาบรรณวิชาชีพ และแสดงความเห็นต่องบการเงินอย่างตรงไปตรงมาตามหลักฐานที่ได้รับ หากไม่สามารถปฏิบัติงานได้อย่างเป็นอิสระหรือครบถ้วน ควรพิจารณาถอนตัวจากงานตรวจสอบ โดยอยู่ภายใต้กรอบข้อกำหนดทางวิชาชีพและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อรักษาความโปร่งใสและความเชื่อมั่นในระบบการรายงานทางการเงิน
รูปแบบ APA
สงกรานต์ ไกยวงษ์. (2565). ความท้าทายของผู้สอบบัญชีต่อการตรวจสอบการทุจริตในงบการเงินในยุคชีวิตวิถีใหม่. วารสารบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม, 17(2), 1–12.
สงกรานต์ ไกยวงษ์
หัวข้อ
โมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุพฤติกรรมความไม่ทนและความละอายต่อการกระทำการทุจริตของนักศึกษาวิทยาลัยเซนต์หลุยส์
บทความนี้วิเคราะห์โมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของพฤติกรรมไม่ทนและความละอายต่อการทุจริตของนักศึกษา โดยชี้ว่าความตั้งใจมีอิทธิพลโดยตรง พร้อมเสนอบทบาทสถาบันการศึกษาในการเสริมสร้างเจตคติอย่างยั่งยืน
โครงการวิจัยและประสานงานเพื่อสังคมไทยไร้คอร์รัปชัน
เพื่อออกแบบงานวิจัยสำหรับแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันบนฐานการมีส่วนร่วมของประชาชนและภาคส่วนต่าง ๆ รวมถึงพัฒนาระบบและเครื่องมือใหม่ในการป้องกันและลดคอร์รัปชันในระดับพื้นที่
โครงการวิจัยเพื่อสังคมไทยไร้คอร์รัปชัน ระยะที่ 2
จัดทำข้อเสนอเพื่อเสริมพลังการมีส่วนร่วมของประชาชนในการต่อต้านคอร์รัปชัน ผ่านงานวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (PAR) และกระบวนการ Design Thinking เพื่อเข้าใจปัญหาจากมุมมองประชาชนและพัฒนานวัตกรรมแก้ไขที่ใช้ได้จริง


