รูปแบบการพัฒนาศักยภาพผู้นำเครือข่ายประชาสังคมในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในกลุ่มจังหวัดร้อยแก่นสารสินธุ์

การเข้าอบรมหลักสูตรพัฒนาผู้นำเครือข่ายประชาสังคมที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการพัฒนาภาวะผู้นำ การพัฒนาทีมงานและเครือข่าย การคอร์รัปชันและการต่อต้านคอร์รัปชัน และธรรมาภิบาล จะช่วยให้ผู้นำมีความรู้ เจตคติ และพฤติกรรมที่เหมาะสมในการป้องกันและปราบปรามคอร์รัปชันเพิ่มขึ้น

 

การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและพัฒนารูปแบบการพัฒนาศักยภาพผู้นำเครือข่ายประชาสังคมในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต จังหวัดมหาสารคาม โดยใช้หลักสูตรฝึกอบรมผู้นำเครือข่ายประชาสังคม และเพื่อประเมินผลการทดลองใช้หลักสูตรฝึกอบรมผู้นำเครือข่ายประชาสังคมโดยศึกษาเปรียบเทียบความรู้ เจตคติและพฤติกรรมการป้องกันการทุจริต

 

โดยใช้วิธีการศึกษาแบบผสมผสาน ด้วยการทบทวนวรรณกรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การสำรวจความจำเป็นในการสร้างรูปแบบการพัฒนาศักยภาพผู้นำฯ และประเมินผลการทดลองใช้หลักสูตรฝึกอบรมผู้นำฯ มีกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้นำเครือข่ายประชาสังคมกลุ่มจังหวัดร้อยแก่นสารสินธุ์ จำนวน 120 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบวัดความรู้เกี่ยวกับป้องกันและปราบปรามการทุจริต และแบบวัดพฤติกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ทางสถิติ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ paired t – test

 

ผลการศึกษา พบว่า รูปแบบสำคัญในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตคือการฝึกอบรมผู้นำเครือข่ายประชาสังคมโดยใช้หลักสูตรพัฒนาผู้นำเครือข่ายประชาสังคมเพื่อส่งเสริมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต โดยมีเนื้อหาของหลักสูตรเกี่ยวกับความรู้ด้านภาวะผู้นำ ความรู้และทักษะด้านการพัฒนาทีมงานและเครือข่าย ความรู้เกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชัน ความรู้และทักษะเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และความรู้เกี่ยวกับหลักธรรมาภิบาล

 

หลังจากการฝึกอบรม พบว่า ผู้นำองค์กรประชาสังคม มีความรู้และทักษะเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตอยู่ในระดับมาก โดยมีความรู้เกี่ยวกับภาวะผู้นำ เจตคติต่อการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และพฤติกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตโดยรวมเพิ่มขึ้นจากก่อนฝึกอบรม

เอกสารอ้างอิง

รูปแบบ APA

นิติพล ธาระรูป, ธิฏิรัตน์ พิมลศรี, ศิรภัสสรศ์ วงศ์ทองดี และณัฐวดี ลิ้มเลิศเจริญวนิช. (2564). รูปแบบการพัฒนาศักยภาพผู้นำเครือข่ายประชาสังคมในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในกลุ่มจังหวัดร้อยแก่นสารสินธุ์. Journal for Developing the Social and Community, 6(1), 339–352.

ปีที่แต่ง (พ.ศ.)
2562
ผู้แต่ง
  • นิติพล ธาระรูป
  • ธิฏิรัตน์ พิมลศรี
  • ศิรภัสสรศ์ วงศ์ทองดี
  • ณัฐวดี ลิ้มเลิศเจริญวนิช
วารสารที่ตีพิมพ์

หัวข้อ
Related Content

โมเดลภาคีเครือข่ายในการป้องกันการทุจริตเลือกตั้งท้องถิ่นในประเทศไทย

ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จของเครือข่ายป้องกันการทุจริตเลือกตั้งท้องถิ่น คือ ความเข้าใจเเละรู้จักท้องถิ่นของตนเอง และเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินการของ อปท. อย่างต่อเนื่อง

โมเดลทางทฤษฏีเชื่อมโยงดัชนี ITA ในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐและความคิดที่จะออกมาแจ้งเบาะแสการทุจริตในภาครัฐ

งานวิจัยชี้ว่า 3 ปัจจัยที่มีความสำคัญต่อความคิดของบุคคลที่จะออกมาแจ้งเบาะแสในหน่วยงาน ได้เเก่ จริยธรรมขององค์กรที่มีผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานเพื่อสาธารณะ ความสามารถในการตัดสินใจเชิงจริยธรรมของเเต่ละบุคคล และความรู้สึกปลอดภัยในการเเสดงความคิดเห็น

โมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุพฤติกรรมความไม่ทนและความละอายต่อการกระทำการทุจริตของนักศึกษาวิทยาลัยเซนต์หลุยส์

บทความนี้วิเคราะห์โมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของพฤติกรรมไม่ทนและความละอายต่อการทุจริตของนักศึกษา โดยชี้ว่าความตั้งใจมีอิทธิพลโดยตรง พร้อมเสนอบทบาทสถาบันการศึกษาในการเสริมสร้างเจตคติอย่างยั่งยืน

You might also like...

ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของความพร้อมรับผิด วัฒนธรรมคุณธรรมในองค์กร คุณธรรมการทำงานในหน่วยงาน ที่ส่งผลต่อความปลอดจากการทุจริตและความโปร่งใสของ อปท. จ.อุตรดิตถ์

ความโปร่งใสเริ่มต้นจากวัฒนธรรมคุณธรรมในองค์กร ไม่ใช่แค่กฎหมายหรือบทลงโทษ งานวิจัยนี้เผยให้เห็นว่าการสร้างความรับผิดชอบร่วมกันคือกุญแจสำคัญในการลดทุจริตและยกระดับธรรมาภิบาลของท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

ความท้าทายของผู้สอบบัญชีต่อการตรวจสอบการทุจริตในงบการเงินในยุคชีวิตวิถีใหม่

โลกยุค New Normal ทำให้การตรวจสอบการทุจริตซับซ้อนยิ่งขึ้น งานวิจัยนี้เผยความท้าทายของผู้สอบบัญชีและชี้ทางออกด้วยเทคโนโลยีใหม่ จรรยาบรรณวิชาชีพ และการตรวจสอบเชิงสืบสวนเพื่อสร้างความโปร่งใสและเชื่อมั่นทางการเงิน

การเสริมสร้างวัฒนธรรมค่านิยมสุจริตและการต่อต้านการทุจริตของเยาวชนภายใต้แนวคิด “โตไปไม่โกง”

เยาวชนคือกุญแจสำคัญในการหยุดวงจรคอร์รัปชัน งานวิจัย “โตไปไม่โกง” ชี้ว่าครอบครัว โรงเรียน ชุมชน และศาสนามีบทบาทสำคัญในการปลูกฝังค่านิยมสุจริตและสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กรู้จักละอายต่อการโกงตั้งแต่เล็ก