‘มองอนาคตงานวิจัยต้านโกงไทย: 5 เทรนด์สำคัญที่ควรไปต่อ’

ช่วงที่ผ่านมา ผู้เขียนในฐานะนักวิจัยของศูนย์ความรู้เพื่อความร่วมมือในการต่อต้านคอร์รัปชัน หรือ ศูนย์ KRAC ได้มีโอกาสจัดทำฐานข้อมูลงานวิจัยด้านการศึกษาคอร์รัปชันและธรรมาภิบาลของไทย

 

ผ่านเว็บไซต์ www.kraccorruption.com ซึ่งรวบรวมองค์ความรู้อย่างเป็นระบบเพื่อให้คนทำงานนักวิจัย สื่อ และประชาชนสามารถเข้าถึงและนำไปใช้ประโยชน์ได้ 

 

จากการอ่านและจัดหมวดหมู่งานวิจัยกว่า 500 เรื่อง จากหน่วยงานสำคัญทั้งภาครัฐและภาควิชาการ ผู้เขียนพบว่าประเทศไทยมีฐานความรู้ด้านการต่อต้านคอร์รัปชันอยู่ไม่น้อยครอบคลุมตั้งแต่ธรรมาภิบาลภาครัฐ การตรวจสอบงบประมาณและจัดซื้อจัดจ้าง การปลูกฝังค่านิยมสุจริต การมีส่วนร่วมของประชาชน ไปจนถึงการพัฒนาเครื่องมือทางกฎหมาย นโยบาย และเทคโนโลยีเพื่อป้องกันการทุจริต   

อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับทิศทางงานวิจัยต่างประเทศ จะเห็นว่าหลายประเทศกำลังขยับจากการอธิบายปัญหาคอร์รัปชัน ไปสู่การศึกษาเรื่องข้อมูล เทคโนโลยี เครือข่ายอำนาจ พฤติกรรมมนุษย์ และความเชื่อมโยงข้ามพรมแดน พร้อมพัฒนาเครื่องมือที่ต่อยอดจากงานวิจัยและนำไปใช้ได้จริง เช่น การใช้ข้อมูลเปิดและ AI เพื่อตรวจจับความเสี่ยง หรือการสร้างเครือข่ายวิจัยระหว่างประเทศเพื่อรับมือกับคอร์รัปชันข้ามพรมแดน

 

คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า “งานวิจัยไทยควรพัฒนาไปทางไหนต่อ” เพื่อให้องค์ความรู้ที่มีอยู่สามารถช่วยป้องกัน ตรวจจับ และลดความเสี่ยงคอร์รัปชันได้อย่างเป็นรูปธรรมบทความนี้ จึงขอสรุป 5 เทรนด์วิจัยที่ควรต่อยอดจากฐานความรู้เดิมของประเทศไทย เพื่อยกระดับงานวิจัยด้านการต่อต้านคอร์รัปชันให้ตอบโจทย์โลกยุคใหม่มากขึ้น 

ข้อมูลเปิดต้องใช้ตรวจสอบได้จริง

เทรนด์ที่ 1: ข้อมูลเปิดต้อง “เปิดเผย”และใช้ตรวจสอบได้จริง

 

เทรนด์แรกที่ควรถูกผลักดันอย่างจริงจังคือการพัฒนา “ระบบนิเวศข้อมูลเปิดเพื่อการต่อต้านคอร์รัปชัน” เพราะในโลกที่คอร์รัปชันซับซ้อนและเชื่อมโยงหลายระบบมากขึ้น การมีข้อมูลที่เปิดเผย เชื่อมโยง และตรวจสอบร่วมกันได้ คือจุดเริ่มต้นของการป้องกันเชิงรุก

 

แม้ประเทศไทยจะผลักดันเรื่องความโปร่งใสและการเปิดเผยข้อมูลมาอย่างต่อเนื่อง แต่ความท้าทายสำคัญคือข้อมูลภาครัฐจำนวนมากยังแยกส่วนและเชื่อมโยงกันได้จำกัด ทำให้การตรวจจับความเสี่ยงด้านคอร์รัปชันยังทำได้ไม่เต็มประสิทธิภาพโจทย์สำคัญในอนาคตจึงไม่ใช่การเพิ่มจำนวนข้อมูลเปิด แต่คือการทำให้ข้อมูลเปิดดังกล่าวใช้ตรวจสอบได้จริง

 

งานวิจัยควรมุ่งพัฒนาเครื่องมือและระบบที่ช่วยเชื่อมโยงฐานข้อมูลจากหลายแหล่ง สร้างแผนที่ความเสี่ยงคอร์รัปชัน วิเคราะห์เครือข่ายความสัมพันธ์ของผู้เกี่ยวข้อง และสนับสนุนระบบแจ้งเบาะแสที่ปลอดภัยและได้รับการคุ้มครอง หากทำได้จริง ข้อมูลเปิดจะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของการเฝ้าระวังและป้องกันคอร์รัปชันเชิงรุกที่สังคมร่วมตรวจสอบได้จริง 

AI ต้องถูกนำไปใช้งานจริงเพื่อป้องกันคอร์รัปชัน

เทรนด์ที่ 2: ใช้ AI และข้อมูลอัจฉริยะเพื่อป้องกันคอร์รัปชันเชิงรุก

 

คือการนำ AI, Big Data, Blockchain และเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลมาใช้สนับสนุนการต่อต้านคอร์รัปชัน หลายงานวิจัยชี้ตรงกันว่า ปัญหาของไทยอาจไม่ใช่การขาดเทคโนโลยี แต่เป็นการขาดโครงสร้างข้อมูลที่มีมาตรฐานและเชื่อมโยงกันได้ ทำให้เทคโนโลยีทำงานได้ไม่เต็มศักยภาพ

 

บทบาทของเทคโนโลยีจึงไม่ได้มีไว้แค่จับคนโกงเท่านั้น แต่ช่วยให้มองเห็นความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ เช่น ความผิดปกติในการจัดซื้อจัดจ้าง ความเชื่อมโยงของเครือข่ายผลประโยชน์ หรือการกระจุกตัวของงบประมาณ ทำให้การตรวจสอบขยับจากการแก้ปัญหาภายหลังไปสู่การป้องกันเชิงรุก 

 

โจทย์สำคัญในอนาคตจึงไม่ใช่การพัฒนา AI เพียงอย่างเดียว แต่ต้องออกแบบระบบข้อมูลและกลไกกำกับดูแลการใช้งานด้วย เพราะความสำเร็จของเทคโนโลยีต่อต้านคอร์รัปชันขึ้นอยู่กับคุณภาพข้อมูล ความโปร่งใส และการตรวจสอบย้อนกลับได้ งานวิจัยจึงควรนำเครื่องมือหรือนวัตกรรมเหล่านี้ออกจากห้องทดลองสู่การใช้งานจริง ควบคู่กับการสร้างกรอบธรรมาภิบาลที่เหมาะสม เพื่อให้เทคโนโลยีกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบป้องกันคอร์รัปชันที่ใช้ได้จริงในสังคมไทย 

จากการสร้างค่านิยม สู่การออกแบบให้คนกล้าลงมือ

เทรนด์ที่ 3: จากการปลูกฝังค่านิยม สู่การออกแบบพฤติกรรมและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการต่อต้านคอร์รัปชัน

 

แม้งานวิจัยไทยที่ผ่านมาให้ความสำคัญกับการปลูกฝังค่านิยมสุจริตผ่านหลักสูตร กิจกรรม และสื่อรณรงค์ แต่แนวโน้มงานวิจัยด้านพฤติกรรมและวัฒนธรรมในต่างประเทศเริ่มขยับไปสู่การทำความเข้าใจว่า “อะไรคือปัจจัยที่ทำให้คนกล้าลงมือต้านโกงในสถานการณ์จริง” 

 

เพราะการที่คนในสังคมรับรู้ว่าคอร์รัปชันเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง ก็ไม่ได้หมายความว่าคนในสังคมพร้อมที่จะลุกขึ้นมาต้านโกงเสมอไป เนื่องจากหลายคนอาจกังวลเรื่องความปลอดภัย ไม่เชื่อมั่นในระบบร้องเรียน หรือมีความรู้สึกว่าการออกมาต่อต้านคอร์รัปชันเป็นเรื่องเสียเวลาเปล่า เนื่องจากไม่่เกิดการเปลี่ยนแปลง ส่งผลให้สังคมขาดความเชื่อมั่นว่าคอร์รัปชันแก้ได้ 

 

งานวิจัยในอนาคตจึงควรมุ่งศึกษาช่องว่างระหว่าง “ทัศนคติ”และ “การกระทำ” เพิ่มมากขึ้น โดยหันมาใช้แนวทางเชิงพฤติกรรมและการทดลอง เพื่อค้นหากลไกที่ช่วยให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการป้องกันและต่อต้านคอร์รัปชันได้จริง ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบระบบร้องเรียนที่สร้างความมั่นใจ การคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส หรือการสร้างแรงจูงใจที่เหมาะสม 

เมื่อคอร์รัปชันไร้พรมแดน งานวิจัยก็ต้องข้ามพรมแดน

เทรนด์ที่ 4: รับมือคอร์รัปชันไร้พรมแดนด้วยองค์ความรู้ข้ามประเทศ

 

ผู้เขียนเห็นว่า “เมื่อคอร์รัปชันไร้พรมแดน องค์ความรู้ก็ต้องตามให้ทันด้วย” เพราะคอร์รัปชันไม่ได้หยุดอยู่ในพรมแดนของประเทศใดประเทศหนึ่งอีกต่อไป แต่มีความเชื่อมโยงและซับซ้อน ซึ่งกลไกภายในประเทศนั้นๆ ไม่สามารถรับมือได้โดยลำพัง 

 

หากเรายังมองคอร์รัปชันเฉพาะภายในประเทศ เราอาจเห็นแค่บางส่วนของปัญหา แต่ไม่เห็นเส้นทางที่เงิน ข้อมูล อำนาจ และผลประโยชน์เชื่อมต่อกันในระดับภูมิภาค ในอนาคตจึงควรให้ความสำคัญกับงานวิจัยเชิงเปรียบเทียบและการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระดับภูมิภาคมากขึ้น 

 

ประเด็นที่ควรถูกต่อยอดในการทำวิจัย ได้แก่ การคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส มาตรฐานข้อมูลเปิด การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศ และการติดตามคดีคอร์รัปชันข้ามพรมแดน ตลอดจนการเรียนรู้บทเรียนความสำเร็จและข้อผิดพลาดในการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยยกระดับให้งานวิจัยไทยมีพลัง และสามารถขับเคลื่อนนโยบายที่สอดรับกับเวทีโลกได้อย่างแท้จริง 

งานวิจัยต้องถูกทดลองและประเมินผลในสถานการณ์จริง

เทรนด์ที่ 5: ยกระดับงานวิจัยสู่การทดลองและประเมินผลนโยบายในโลกจริง

 

ข้อเสนอสุดท้ายจากผู้เขียนคือการสร้างวงจร “วิจัย–ทดลอง–ประเมินผล–ปรับนโยบาย” ให้เกิดขึ้นจริง แม้งานวิจัยหลายเรื่องจะวิเคราะห์ปัญหาและเสนอแนวทางแก้ไขได้จริง แต่ข้อเสนอจำนวนไม่น้อยกลับไม่ถูกนำไปทดลองและประเมินผลในทางปฏิบัติ 

 

งานวิจัยต้านโกงไทยในระยะต่อไปจึงควรมุ่งสร้างหลักฐานจากการทดลองเชิงนโยบายมากขึ้น ผ่านกลไกอย่าง “Policy Lab” หรือ “PolicySandbox” ที่เปิดให้ภาครัฐ นักวิจัย และภาคประชาชนร่วมออกแบบมาตรการ ทดลองใช้ ติดตามผล และปรับปรุงจากข้อมูลจริง เพื่อตอบคำถามว่า มาตรการใดได้ผล ภายใต้เงื่อนไขใด และใช้งานกับกลุ่มใดได้บ้าง 

 

เช่น การเปิดเผยข้อมูลงบประมาณช่วยลดความเสี่ยงคอร์รัปชันได้จริงหรือไม่ มาตรการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนเปลี่ยนพฤติกรรมองค์กรได้มากน้อยเพียงใด หรือระบบแจ้งเบาะแสแบบใหม่เพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชนได้หรือไม่ คำถามเหล่านี้จะทำให้งานวิจัยไม่เป็นเพียงข้อเสนอเชิงวิชาการ แต่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการตัดสินใจและพัฒนานโยบายต้านคอร์รัปชันได้อย่างต่อเนื่อง

 

ผู้เขียนจึงเห็นว่า อนาคตของงานวิจัยต้านโกงไทย “ควรเชื่อมองค์ความรู้เข้ากับข้อมูลเปิด เทคโนโลยี พฤติกรรมของคนในสังคมความร่วมมือระดับภูมิภาค และการทดลองนโยบายจริง” ขณะเดียวกันหน่วยงานควรสนับสนุนทุนวิจัยแบบต่อเนื่องและบูรณาการ เพื่อประเมินว่างานวิจัยและนวัตกรรมที่คิดค้นขึ้นสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบได้มากน้อยเพียงใด 

เปลี่ยนองค์ความรู้ให้กลายเป็นเครื่องมือต้านโกง

ทั้งนี้ ศูนย์ KRAC ก็ขับเคลื่อนงานตามแนวทางเหล่านี้ผ่านการเชื่อมโยงองค์ความรู้ งานวิจัย และผู้ใช้ข้อมูล โดยร่วมผลักดัน “25 ชุดข้อมูลเปิดเพื่อการต่อต้านคอร์รัปชัน” สำหรับตรวจสอบงบประมาณและโครงการรัฐ รวมถึงทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายระดับภูมิภาค เช่น “เครือข่ายอาเซียนในประเด็นบุคคลที่มีสถานภาพทางการเมือง (PEPs) การจัดซื้อจัดจ้าง และการป้องกันการฟอกเงิน” 

 

เพราะในโลกที่คอร์รัปชันซับซ้อน ไร้พรมแดน และเปลี่ยนรูปแบบอย่างรวดเร็ว งานวิจัยต้านโกงต้องไม่ใช่แค่งานที่อธิบายปัญหาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพัฒนางานที่ช่วยให้สังคมเห็นความเสี่ยงการคอร์รัปชันได้ตั้งแต่ต้น สามารถป้องกันได้เร็วขึ้น และรับมือได้อย่างทันท่วงที

 

ผ่านเครื่องมือ นวัตกรรมและนโยบายใหม่ ๆ ที่พร้อมหนุนเสริมพลังของประชาชนให้เข้ามามีส่วนร่วมตรวจสอบได้อย่างมีประสิทธิภาพและเข้มแข็งยิ่งขึ้นในอนาคต

บทความจากศูนย์ KRAC คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยแพร่ใน คอลัมน์ “คิดด้วยพลเมือง” ผ่านหนังสือพิมพ์แนวหน้าออนไลน์ เพื่อถ่ายทอดมุมมอง แนวคิด และข้อเสนอในการรับมือปัญหาคอร์รัปชัน ตลอดจนการสร้างสังคมที่โปร่งใสด้วยพลังของพลเมือง

ปีที่แต่ง (พ.ศ.)
2569
ผู้แต่ง
สุภัจจา อังค์สุวรรณ
หน่วยงานสนับสนุน

หัวข้อ
Related Content

KRAC Insights I เมื่อคอร์รัปชันกลายเป็นประเด็นระหว่างประเทศ โลกต้องรับมืออย่างไร?

เมื่อคอร์รัปชันเชื่อมโยงกับระบบการเงิน เทคโนโลยี และเงินทุนข้ามพรมแดน โลกจึงต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศ ข้อมูล และความโปร่งใส เพื่อรับมือกับปัญหาที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น

‘มองอนาคตงานวิจัยต้านโกงไทย: 5 เทรนด์สำคัญที่ควรไปต่อ’

งานวิจัยต้านโกงไทยควรไปต่อทางไหน? ชวนสำรวจ 5 เทรนด์สำคัญ ตั้งแต่ Open Data, AI, พฤติกรรม คอร์รัปชันข้ามพรมแดน ไปจนถึงการทดลองนโยบายจริง

เปิดข้อมูลใบอนุญาตสถานประกอบการ ‘เพิ่มโปร่งใส’ เพิ่มความปลอดภัยผู้บริโภค

การเปิดและเชื่อมโยงข้อมูลใบอนุญาตสถานประกอบการ ช่วยเพิ่มความโปร่งใส ความปลอดภัย และเปิดทางให้ประชาชนร่วมตรวจสอบการกำกับดูแลของภาครัฐได้อย่างไร

You might also like...

KRAC Extract | AI กับคอร์รัปชัน: โอกาส ข้อจำกัด และบทเรียนจากการใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อการต่อต้านคอร์รัปชัน

AI กำลังเปลี่ยนการต่อต้านคอร์รัปชันอย่างไร? KRAC Extract ชวนสำรวจบทบาทของ AI ในการวิเคราะห์ข้อมูล คาดการณ์ความเสี่ยง และสนับสนุนการสืบสวน พร้อมบทเรียนจากหลายประเทศ

เปิดห้องพิจารณางบประมาณ ‘สารตั้งต้น’ สกัดการคอร์รัปชัน

ทำไมประเทศไทยต้องเปิดประชุมกรรมาธิการงบประมาณให้ประชาชนรับรู้? กรุงเทพธุรกิจ x KRAC ชวนสำรวจเหตุใดการเปิดเผยข้อมูลการประชุมกรรมาธิการฯ จึงสำคัญต่อความโปร่งใสและการตรวจสอบภาครัฐ

KRAC Extract | เงินเทาใต้เงาตึกสูง: เบื้องหลังอสังหาริมทรัพย์หรูที่โลกอาจไม่รู้ว่าใครคือเจ้าของ

KRAC Extract ชวนเจาะลึกความเสี่ยงการฟอกเงินผ่านอสังหาริมทรัพย์ และเหตุใดการเปิดเผยผู้ได้รับประโยชน์ที่แท้จริงจึงสำคัญต่อการต่อต้านคอร์รัปชัน