ในช่วงที่โลกเผชิญทั้งคลื่นความร้อน น้ำท่วม และความไม่มั่นคงทางอาหาร สิ่งที่เราเห็นไม่ใช่แค่ “วิกฤติภูมิอากาศ” แต่คือการต่อสู้แย่งชิงกันกำหนดกติกาบนโลกใบเดิมที่ทรัพยากรเริ่มร่อยหรอ
นี่คือบริบทที่คำว่า “ธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมโลก” หรือ global environmental governance กลายเป็นคำสำคัญและถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางมากขึ้น
ธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมโลกไม่ได้หมายถึงเพียงกฎหมายสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ แต่หมายถึงโครงสร้างทั้งหมดของสถาบัน กติกา กลไกการเงิน และพื้นที่ให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลากหลายกลุ่ม ตั้งแต่รัฐ บริษัทเอกชน ไปจนถึงชนพื้นเมืองและเยาวชน ได้เข้ามากำหนดทิศทางอนาคตร่วมกันว่าใครต้องลด ใครต้องจ่าย และใครควรได้รับการเยียวยา
เวที COP หรือ Conference of the Parties ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) เป็นพื้นที่ตัดสินใจสูงสุดของอนุสัญญา ที่ประเทศภาคีเกือบทุกประเทศบนโลกส่งตัวแทนมาทบทวนความก้าวหน้า กำหนดกติกาใหม่ และตัดสินใจเรื่องโครงสร้างการดำเนินงาน เช่น ระบบการรายงาน ตัวชี้วัด แผนการเงิน และกลไกใหม่ ๆ เพื่อให้การแก้ปัญหาเดินหน้าอย่างเป็นระบบ
การประชุมเหล่านี้จัดขึ้นทุกปีอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 1995 และเป็นเวทีเดียวที่ทุกประเทศมีสิทธิ์นั่งโต๊ะเดียวกันเพื่อถกเถียงอนาคตภูมิอากาศของโลก
COP30 ในปี 2025 ที่ประเทศบราซิล จึงมีความหมายเชิงสัญลักษณ์และเชิงโครงสร้างไปพร้อมกัน หนึ่งคือการครบรอบ 10 ปีของความตกลงปารีส ซึ่งกำหนดเป้าจำกัดการเพิ่มอุณหภูมิโลกไว้ที่ 1.5–2 องศา อีกด้านหนึ่ง COP30 เป็นเส้นตายที่ทุกประเทศต้องส่งการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (Nationally Determined Contributions: NDCs) รอบใหม่ที่เข้มข้นขึ้น และต้องตอบคำถามว่า “จากคำมั่นสัญญาที่พูดกันเมื่อ 10 ปีก่อน วันนี้เราทำได้จริงแค่ไหน”
การที่การประชุมจัดขึ้นในป่าแอมะซอน ซึ่งเป็นทั้งปอดของโลกและสมรภูมิผลประโยชน์ด้านป่าไม้ เหมืองแร่ และสิทธิของชนพื้นเมือง ยิ่งทำให้คำถามเรื่องธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมโลกเด่นชัดขึ้นว่าจะออกแบบกติกาอย่างไรให้ไม่ใช่แค่การปกป้องคาร์บอนในป่า แต่รวมถึงการปกป้องคนที่อยู่กับป่าด้วย
สาระสำคัญของ COP30 ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการลดก๊าซเรือนกระจก แต่ขยายไปสู่การวางโครงสร้างการกำกับดูแลหลายมิติ ทั้งการยกระดับกลไก NDC ให้มีระบบติดตามและทบทวนที่เข้มขึ้น การขับเคลื่อน Global Goal on Adaptation จากแค่กรอบเป้าหมาย ไปสู่การมีชุดตัวชี้วัดที่วัดได้ว่าประเทศและชุมชนต่าง ๆ มีขีดความสามารถในการปรับตัวมากขึ้นจริงหรือไม่
และที่สำคัญคือ การเดินเครื่องกองทุน Loss and Damage เปิดให้ประเทศเปราะบางยื่นโครงการเพื่อขอรับทุนเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้วจากวิกฤติภูมิอากาศ ไม่ว่าจะเป็นเกาะเล็กที่ถูกน้ำทะเลรุกล้ำ หรือชุมชนชายฝั่งที่ต้องย้ายถิ่นฐานจากการถูกกัดเซาะอย่างถาวร ทั้งหมดนี้คือการเขียนสัญญาใหม่ระหว่างโลกเหนือกับโลกใต้ ว่าใครต้องรับผิดชอบความสูญเสียอย่างไร
อีกด้านหนึ่ง COP30 เป็นเวทีจัดระเบียบระบบการเงินภูมิอากาศอย่างชัดเจน ภายใต้กรอบ Baku to Belém Roadmap ที่ผลักดันให้มีการระดมทุนด้านภูมิอากาศปีละไม่ต่ำกว่า 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ และเรียกร้องให้ธนาคารพหุภาคีและสถาบันการเงินปรับพันธกิจ การปล่อยกู้ และเครื่องมือทางการเงินให้สอดคล้องกับเส้นทาง เพื่อป้องกันไม่ให้อุณหภูมิโลกสูงไปกว่านี้
ในภาพรวม จึงอาจมองได้ว่า COP30 คือห้องทดลองของธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมโลกชุดใหม่ ที่ไม่ได้คุยเฉพาะเรื่อง “ลดคาร์บอน” แต่คุยว่าเมื่อโลกต้องแบ่งเค้กทรัพยากรและงบประมาณกันใหม่ จะใช้หลักความเป็นธรรมแบบไหน ใครจะได้นั่งในห้องเจรจา และเสียงของใครจะถูกจัดวางในกติกาใหม่นี้
เมื่อสำรวจข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมของไทย เราพบว่าปัจจุบันไทยปล่อยคาร์บอนคิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 1% ของโลก แต่เป็นหนึ่งในประเทศที่เสี่ยงสูงจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งจากน้ำท่วมใหญ่ ภัยแล้ง และระดับน้ำทะเลที่คุกคามพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ขณะเดียวกันไทยก็ประกาศยกระดับ NDC 3.0 ตั้งเป้าลดก๊าซเรือนกระจก 47% จากปีฐาน 2019 ภายในปี 2030 และขยับเป้า Net Zero มาเป็นปี 2050
จุดยืนของไทยในเวทีนี้ จึงไม่ใช่แค่ “ผู้มาขอความช่วยเหลือ” แต่มีศักยภาพจะเป็นตัวกลางเชื่อมโลกพัฒนาแล้วกับภูมิภาคอาเซียนและลุ่มน้ำโขง ทั้งในฐานะประเทศที่พัฒนาโครงสร้างภายใน เช่น การผลักดัน พ.ร.บ.โลกร้อน ระบบติดตามก๊าซเรือนกระจกระดับชาติ การใช้ Thailand Taxonomy และแพลตฟอร์มอย่าง SETCarbon เพื่อยกระดับข้อมูล ESG ของภาคธุรกิจ ไปพร้อมกับการใช้การทูตสิ่งแวดล้อมเชิงรุกในเวทีระหว่างประเทศ
ต้องยอมรับว่าธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมโลกชุดใหม่นี้เป็นสิ่งที่ไทยหลีกเลี่ยงได้ยาก ทั้งในมิติความเสี่ยงและโอกาส มาตรการการค้าด้านคาร์บอน เช่น CBAM ของยุโรป หรือมาตรฐาน Net Zero ของบริษัทข้ามชาติ ซึ่งจะสร้างแรงกดดันให้กับผู้ส่งออกไทยให้ต้องพิสูจน์ว่ากระบวนการผลิตของตนมีว่าเป็นไปตามมาตรฐานมากน้อยแค่ไหน รวมไปถึงตลาดการเงินโลกจะมองหาบริษัทและประเทศที่มีความโปร่งใสด้านข้อมูลการปล่อยคาร์บอนและมีแผนเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวที่ชัดเจน
ขณะเดียวกัน ข้อริเริ่มด้านการเงินภูมิอากาศและตลาดคาร์บอนภาคบังคับจะเปิดช่องให้ไทยเข้าถึงทุนสีเขียวมากขึ้น ดึงดูดการลงทุนใหม่ในพลังงานสะอาด โครงข่ายไฟฟ้า ประสิทธิภาพพลังงาน และนวัตกรรมด้าน Climate Tech หากเราเตรียมพร้อมได้ดี
ท้ายที่สุด COP30 กับธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมโลก จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวพวกเรา เพราะมันเกี่ยวข้องกับทิศทางเศรษฐกิจ การจ้างงาน ความมั่นคงทางอาหาร และคุณภาพชีวิตของคนไทยทุกคน โอกาสของเราคือ การไม่ยอมเป็นเพียงผู้รับกติกา แต่ควรร่วมเป็นผู้ร่วมออกแบบผ่านการยกระดับนโยบายภายในประเทศ การเสริมสร้างข้อมูลและขีดความสามารถของภาคธุรกิจและชุมชน และการส่งเสียงอย่างมีพลังบนเวทีโลก
หากไทยมองเห็นภาพนี้ชัดเจน COP30 จะไม่ใช่แค่การประชุมประจำปีทั่วไป แต่จะเป็นจุดเริ่มต้นที่เราควรหันมาใช้ธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมโลกเป็นเข็มทิศในการวางอนาคตประเทศอย่างจริงจัง
ศุภวิชญ์ แก้วคูนอก
หัวข้อ
KRAC คัดสรร เล่างานวิจัยไทย | 5 ความเสี่ยงทุจริตทรัพยากรไทย ช่องโหว่การรุกล้ำพื้นที่ป่าไม้ในอำเภอม่อนแจ่ม
ม่อนแจ่ม หนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงในจังหวัดเชียงใหม่ และสร้างรายได้ให้กับจังหวัด อย่างไรก็ตาม การเปิดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวก็ตามมาด้วยปัญหาต่าง ๆ มากมาย รวมถึงปัญหาการบุกรุกป่าที่เชื่อมโยงไปถึงการทุจริตด้วย
KRAC คัดสรร เล่างานวิจัยไทย | “รังนก” ก็โกงได้ : ตรวจสอบช่องโหว่กลไกการให้สัมปทานรังนกไทย
ส่องกลไกสัมปทาน เมื่อการทุจริตรังนกอาจทำให้งบรั่วไหล หากไม่มีกลไกการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ แล้วเราจะป้องกันปัญหานี้ได้อย่างไร ? โดย KRAC สรุปมาให้เเล้วจากงานวิจัยเรื่อง “กระบวนการและการตรวจสอบการให้สัมปทานรังนกในภาคใต้ของประเทศไทย” (2562)
KRAC Update เล่าข่าวต้านคอร์รัปชัน I รู้จัก Green Corruption โครงการป้องกันการคอร์รัปชันด้านสิ่งแวดล้อม
เราต่างรู้กันดีว่าคอร์รัปชันเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบกับหลาย ๆ ประเทศทั่วโลกและส่งผลอย่างรอบด้าน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือด้านสิ่งแวดล้อม และหนึ่งในหน่วยงานที่กำลังต่อสู้กับปัญหานี้อยู่คือ Basel Institute on Governance องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร …


