KRAC Insight | เมื่อวัดต้องมีระบบ: เพราะศรัทธาต้องการมากกว่าแค่ความเชื่อ

เมื่อข่าวฉาวในวงการสงฆ์กลายเป็นประเด็นร้อนในสังคมตั้งแต่เรื่องเงินวัด สีกา ยันการทุจริต คำถามใหญ่ที่คนไทยเริ่มถามไม่ใช่แค่ว่า “เกิดอะไรขึ้น” แต่ลึกไปกว่านั้นคือ “วัดควรบริหารจัดการอย่างไรให้โปร่งใส?” และ “ใครควรรับผิดชอบ?”

 

“วัด” ซึ่งควรเป็นศูนย์กลางแห่งศรัทธา กลับกลายเป็นเป้าสงสัยเรื่องความไม่โปร่งใส นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของบุคคล แต่คือสัญญาณเตือนว่าถึงเวลาแล้วหรือยังที่ “ธรรมาภิบาล” จะต้องมีที่ทางในแวดวงศาสนาอย่างจริงจัง 

 

บทความนี้ KRAC ขอพาผู้อ่านมาทำความรู้จักกับอีกมุมหนึ่งของประเด็นนี้ ผ่านบทสัมภาษณ์จากผู้เชี่ยวชาญของศูนย์ KRAC  คุณสุภอรรถ โบสุวรรณ กรรมการผู้จัดการ HAND Social Enterprise ที่ได้มีส่วนร่วมในโครงการ “บริหารวัดในพระพุทธศาสนาตามหลักธรรมาภิบาล” ดำเนินการโดยมูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล และมูลนิธิหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ (สวนโมกข์ กรุงเทพ) ภายใต้การสนับสนุนของกองทุนรวมธรรมาภิบาลไทย (THAI CG Fund)

ธรรมาภิบาล “ไม่ใช่วัวหายล้อมคอก” 

คุณสุภอรรถเล่าว่า โครงการนี้ “ไม่ใช่วัวหายล้อมคอก” อย่างที่หลายคนอาจเข้าใจ แต่เป็นความพยายามที่เริ่มต้นมานานแล้ว ด้วยความมุ่งหวังว่า “ธรรมาภิบาล” จะช่วยประคับประคองให้ศาสนาไปต่อได้อย่างมั่นคงและโปร่งใส 

 

โดยโครงการบริหารวัดในพระพุทธศาสนาตามหลักธรรมาภิบาล มีหลักคิดว่า วัดต้องเป็นพื้นที่ศรัทธาที่บริหารได้อย่างเป็นระบบ โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีความรับผิดชอบ 

 

เพื่อไปให้ถึงจุดนั้น คณะทำงานจึงได้ร่วมมือกับวัดต้นแบบ 16 แห่งทั่วประเทศที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการ เพื่อวางระบบการบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาลให้กับวัด และได้ประสานความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยท้องถิ่น เช่นมหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี และมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ฯลฯ เพื่อพัฒนาเครื่องมือช่วยบริหารจัดการวัด เช่น คู่มือการบริหารภายใน หรือแม้แต่แอปพลิเคชันบันทึกการเงินของวัด  

แนวปฏิบัติที่ดีในการบริหารจัดการวัดในพระพุทธศาสนา 9 ข้อ

หัวใจของโครงการนี้อยู่ที่การจัดทำแนวปฏิบัติที่ดีในการบริหารจัดการวัดในพระพุทธศาสนา 9 ข้อตามหลัก ธรรมาภิบาล ซึ่งได้รับการออกแบบอย่างเป็นระบบเพื่อให้สามารถนำไปปรับใช้ได้ทั้งกับวัดขนาดเล็กและใหญ่ มุ่งเน้นให้วัดมีการจัดตั้งคณะกรรมการ มีการวางระบบบริหารวัดที่เป็นมาตรฐาน และมีการตรวจสอบจากทั้งภายในและภายนอกโดยมีรายละเอียด ดังนี้ 

  1. การจัดคณะกรรมการวัด: จัดระบบการตัดสินใจแบบหมู่คณะ โดยมีเจ้าอาวาส พระ และฆราวาสร่วมเป็นกรรมการ เพื่อให้เกิดการระดมความคิดและตัดสินใจร่วมกัน  ไม่ใช่การตัดสินใจโดยคนคนเดียวเพียงลำพัง
  2. กำหนดคุณสมบัติและวาระของฆราวาส: โดยเฉพาะตำแหน่ง “ไวยาวัจกร” บุคคลเหล่านี้ต้องผ่านการเสนอชื่อจากชุมชนหรือคณะศรัทธา มีการกำหนดคุณสมบัติที่เหมาะสม โดยเฉพาะกรอบคุณธรรม จริยธรรม และความมุ่งมั่นในการรักษาผลประโยชน์ของวัด พร้อมมีระบบประเมินผลงานและสิทธิในการต่อวาระอย่างโปร่งใส
  3. ส่งเสริมความรู้ให้ผู้บริหารวัด: ทั้งพระสงฆ์ ไวยาวัจกร และคณะกรรมการวัดควรได้รับการพัฒนาและเพิ่มพูนความรู้ด้านพระธรรมวินัย กฎหมาย และธรรมาภิบาล รวมถึงเครื่องมือบริหาร เช่น ระบบบัญชี เพื่อยกระดับการบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ 
  4. มีระเบียบเป็นลายลักษณ์อักษร: เช่น นโยบายรับบริจาค การใช้เงินตามเจตจำนงของผู้บริจาค นโยบายป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน ฯลฯ เพื่อให้บุคลากรและญาติโยมรับรู้แนวทางที่วัดยึดถือ และร่วมกันกำกับดูแลได้
  5. วางระบบการเงินและบัญชีที่เป็นมาตรฐาน: มีขั้นตอนอนุมัติเบิกจ่าย ระบบควบคุมภายในที่โปร่งใสชัดเจน มีบุคลากรที่มีทักษะเพียงพอในการทำรายงานทางการเงิน เพื่อให้โปร่งใสและตรวจสอบได้ง่าย 
  6. แต่งตั้งผู้ตรวจสอบภายใน: ทำหน้าที่ตรวจสอบระบบควบคุมภายในและรายงานต่อเจ้าอาวาสโดยตรง หากเป็นวัดใหญ่ ควรมีผู้สอบบัญชีภายนอกมาตรวจความถูกต้องของรายงานทางการเงิน เพื่อให้รายงานทางการเงินสมบูรณ์ตามมาตรฐาน 
  7. จัดทำรายงานทางการเงินและศาสนสมบัติตามกฎสำนักพุทธฯ: ลดปัญหาการรายงานผิดพลาด ล่าช้า หรือขาดความโปร่งใส โดยให้วัดเตรียมระบบงานให้พร้อมรองรับการรายงานอย่างครบถ้วนและถูกต้อง 
  8. เปิดเผยข้อมูลวัดอย่างเป็นระบบ: ทั้งข้อมูลการเงินและข้อมูลไม่ใช่การเงิน (นโยบายและระเบียบที่ออกโดยเจ้าอาวาส) ควรเปิดเผยต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส พร้อมช่องทางให้ประชาชนสอบถามได้ 
  9. คณะกรรมการวัดต้องยึดหลักธรรมาภิบาล: ตั้งแต่การเข้าประชุม จดบันทึกการประชุม การแสดงความเห็นอย่างรอบคอบ และตัดสินใจโดยคำนึงถึงประโยชน์ของวัดเป็นหลัก ไม่ใช่เพื่อตนเองหรือพวกพ้อง 

แนวปฏิบัติทั้งหมดนี้ไม่ได้ต้องการให้วัดกลายเป็นองค์กรราชการหรือบริษัท แต่เพื่อให้วัดสามารถทำหน้าที่ในการเป็นศูนย์กลางแห่งศรัทธาที่บริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีกลไกการป้องกันการทุจริต ป้องกันการยักยอกเงินจากผู้ไม่หวังดี และไม่มีข้อครหาทางการบริหารจัดการ

“ไวยาวัจกร” ตำเเหน่งสำคัญที่คนอาจมองข้าม

“ไวยาวัจกร” หรือฆราวาสผู้ดูแลทรัพย์สินของวัด ตำแหน่งที่แม้จะดูเงียบในสายตาสาธารณะ แต่แท้จริงคือผู้มีอำนาจที่สามารถแตะต้องทุกบาททุกสตางค์ของวัดอย่างเป็นทางการ!

 

ตามพระวินัย พระไม่สามารถจับเงินได้ เงินบริจาคจากญาติโยมจึงต้องผ่านมือไวยาวัจกร นี่จึงกลายเป็นตำแหน่งที่ทั้งสำคัญและเปราะบาง เพราะแม้จะไม่ใช่เจ้าของเงินในทางกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติก็คือ “คนถือกุญแจคลังวัด” ตัวจริง และหากไร้ระบบตรวจสอบ ไวยาวัจกรก็อาจกลายเป็นช่องโหว่ที่โกงได้มากที่สุด! 

 

นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญว่าทำไมธรรมาภิบาลต้องมีที่ทางในวัด ไม่ใช่เพื่อควบคุมพระ ไม่ใช่เพื่อจับผิดฆราวาส แต่เพื่อวางกลไกให้ทุกบาทจากศรัทธาของญาติโยม โปร่งใส และตรวจสอบได้  

 

สุดท้าย คุณสุภอรรถทิ้งท้ายไว้อย่างลึกซึ้งว่า “ศาสนาจะอยู่หรือไป ไม่ได้อยู่ที่พระเพียงฝ่ายเดียว แต่อยู่ที่  “พุทธบริษัท 4” คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก และอุบาสิการ่วมกันดูแล เพราะศาสนาไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นภารกิจร่วมของทั้งผู้นำและผู้ศรัทธา

 

เมื่อพื้นที่ศรัทธาถูกหล่อเลี้ยงด้วยระบบที่ดี ศาสนาก็จะดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคง และสามารถกู้คืนความศรัทธากลับมาได้อย่างยั่งยืนต่อไป 

โครงการ “การบริหารวัดในพระพุทธศาสนาตามหลักธรรมาภิบาล” ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ ผู้ที่สนใจสามารถติดตามความคืบหน้าได้ทางเพจ Facebook PPGG – มูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล หรือลิงก์ด้านล่าง

ปีที่แต่ง (พ.ศ.)
30 กรกฎาคม 2568
ผู้แต่ง

เรียบเรียงโดย ธนากาญจน์ กันทอง 

ผู้ช่วยนักวิจัยศูนย์ KRAC และฝ่ายสื่อสารความรู้

หน่วยงานสนับสนุน
05_โลโก้ KRAC
โลโก้คณะเศรษฐศาสตร์ (ภาษาไทย)

หัวข้อ
Related Content

มาแล้ว !! โอกาสพัฒนาความรู้สู่การต่อต้านคอร์รัปชันอย่างมีประสิทธิภาพ

KRAC ชวนทุกคนมาเรียน “หลักสูตรการส่งเสริมธรรมาภิบาลและการต่อต้านคอร์รัปชันร่วมสมัย” ที่จะพาผู้เรียนมาทำความเข้าใจกับการต่อต้านคอร์รัปชันที่มีเนื้อหาประยุกต์ไปกับหลายศาสตร์หลากมุมมองและมีตัวอย่างกรณีศึกษาให้เรียนรู้ สอดแทรกไปกับองค์ความรู้ใหม่ ๆ ที่สอดคล้องกับองค์กรที่ทำงานด้านการต่อต้านคอร์รัปชันในปัจจุบัน

KRAC คัดสรร เล่างานวิจัยไทย | ไขแนวคิด พิชิตความสำเร็จของหน่วยงานรัฐ ในการสร้างธรรมาภิบาล ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

สร้างความสำเร็จในหน่วยงานด้วย “หลักธรรมาภิบาล” ตามแผน ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดยมีตัวอย่าง 6 หน่วยงานรัฐไทยที่ไขแนวคิด พิชิตความสำเร็จในการสร้างธรรมาภิบาล…ปัจจัยความสำเร็จเหล่านี้เป็นอย่างไรบ้าง ? และผลลัพธ์ของการมีธรรมาภิบาลจะเป็นเช่นไร ? มาร่วมหาคำตอบไปพร้อมกัน

KRAC คัดสรร เล่างานวิจัยไทย | โควิด-19 ส่งผลอย่างไรต่อสถานการณ์คอร์รัปชันและธรรมาภิบาล ?

การแพร่ระบาดของโควิด-19 ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่สุขภาพและเศรษฐกิจ แต่ยังทำให้การต่อต้านคอร์รัปชันและธรรมาภิบาลเผชิญความท้าทายใหม่ ๆ เช่น การใช้อำนาจพิเศษของรัฐ ความไม่เท่าเทียมที่เพิ่มขึ้น และการจัดซื้อจัดจ้างแบบฉุกเฉินที่เสี่ยงต่อการทุจริต แล้วเราจะฟื้นฟูผลกระทบเหล่านี้ได้อย่างไร ?

You might also like...

KRAC Update เล่าข่าวต้านคอร์รัปชัน I ยูกันดาปลุกพลังประชาชน ร่วมแก้ไขคอร์รัปชันเเละยกระดับ CPI ของชาติ

เนื่องในวันต่อต้านคอร์รัปชันแอฟริกา หัวหน้าสำนักงานตรวจการแผ่นดินยูกันดาชี้ สงครามกับคอร์รัปชันที่ได้ผลที่สุด ต้องเป็นสงครามที่ประชาชนร่วมต่อสู้ไปพร้อมกับรัฐ!

KRAC Extract | รัฐเปราะบางกับกฎหมายฟอกเงิน: ทำไมกฎหมายต่อต้านฟอกเงินถึงเอาไม่อยู่ในบางประเทศ

ชวนเจาะลึกรายงานเรื่อง “Strengthening anti-money laundering systems in fragile states” ที่ชี้ว่า กฎหมายต่อต้านการฟอกเงินจะไร้พลัง หากรัฐขาดสถาบันที่เข้มแข็ง และถูกครอบงำทางการเมือง

KRAC Hot News I จาก “เงินทอนวัด” สู่ “มหกรรมสึกพระ” ธรรมาภิบาลวัดที่ต้องเร่งเเก้

วิกฤติศรัทธาในผ้าเหลืองกำลังสั่นคลอนวงการสงฆ์! KRAC จะพาไปสำรวจรากลึกของปัญหาธรรมาภิบาลวัด และเสนอแนวทางการปฏิรูปที่ไม่ใช่แค่เปลี่ยนคน แต่ต้องเปลี่ยนระบบ