KRAC Insights I ธรรมาภิบาลดิจิทัล: เทคโนโลยีช่วยป้องกันคอร์รัปชันได้ แต่ไม่อาจแทนที่ความซื่อสัตย์ของคน

หลายประเทศกำลังลงทุนมหาศาลกับเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อยกระดับการบริหารภาครัฐ แต่คำถามสำคัญคือ “เทคโนโลยีจะช่วยลดคอร์รัปชันได้จริงหรือ”

 

คำตอบจากผู้เชี่ยวชาญด้านธรรมาภิบาลและการต่อต้านคอร์รัปชันจากเวทีการประชุมเชิงวิชาการด้านการต่อต้านการคอร์รัปชันในระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ครั้งที่ 4 คือ “ได้ แต่เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ” เพราะการป้องกันการคอร์รัปชันยังคงอยู่ที่การออกแบบระบบที่โปร่งใส การเชื่อมโยงข้อมูล และวัฒนธรรมองค์กรที่ยึดมั่นในคุณธรรม

เปลี่ยนจาก “จับคนโกง” มาเป็น “ปิดช่องโกง”

ที่ผ่านมา หลายประเทศมักใช้แนวทางต่อต้านคอร์รัปชันแบบตั้งรับ กล่าวคือ รอให้เกิดการกระทำความผิดก่อนแล้วจึงเริ่มสืบสวนและดำเนินคดี แต่แนวคิดใหม่ของธรรมาภิบาลดิจิทัลเสนอให้เปลี่ยนมาสู่การทำงานเชิงป้องกันมากขึ้น โดยใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีช่วยตรวจจับความผิดปกติก่อนที่ความเสียหายจะเกิดขึ้น

ตัวอย่างเช่น หากระบบสามารถเชื่อมโยงข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้าง ข้อมูลบริษัท ข้อมูลผู้ถือผลประโยชน์ที่แท้จริง และข้อมูลการเงินเข้าด้วยกัน ระบบก็จะสามารถแจ้งเตือนธุรกรรมที่มีความเสี่ยงได้โดยอัตโนมัติ ทำให้หน่วยงานรัฐเข้าไปตรวจสอบได้อย่างรวดเร็ว แทนที่จะรอให้เกิดความเสียหายแล้วจึงเริ่มดำเนินการ

เทคโนโลยีจะทำงานได้ ต้องมีข้อมูลและระบบที่เชื่อมโยงกัน

James Anderson ผู้เชี่ยวชาญจากธนาคารโลกให้ข้อสังเกตว่า หลายประเทศมักเข้าใจผิดว่าการซื้อซอฟต์แวร์ราคาแพงหรือใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะสามารถแก้ปัญหาคอร์รัปชันได้ทันที แต่ความเป็นจริง เทคโนโลยีเป็นเพียงเครื่องมือ สิ่งที่สำคัญกว่าคือการมีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เชื่อมโยงกันได้ มีกฎหมายรองรับการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงาน และมีมาตรฐานข้อมูลที่ทุกหน่วยงานใช้ร่วมกัน

หากข้อมูลยังแยกกันอยู่คนละระบบ หรือหน่วยงานไม่สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันได้ ต่อให้ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเพียงใด ก็ยังไม่สามารถตรวจจับการคอร์รัปชันที่ซับซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ


เกาหลีใต้พิสูจน์ให้เห็นว่า “ข้อมูลที่เชื่อมโยงกัน” ลดการคอร์รัปชันได้จริง


หนึ่งในกรณีศึกษาที่น่าสนใจคือประเทศเกาหลีใต้ Younghee Song จาก ACRC ของสาธารณรัฐเกาหลี สะท้อนให้เห็นว่าการพัฒนาระบบดิจิทัลที่เชื่อมโยงข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐมากกว่า 60 หน่วยงานเข้าด้วยกัน ทำให้สามารถตรวจสอบการขอรับสวัสดิการ การจัดซื้อจัดจ้าง และการใช้จ่ายงบประมาณได้แบบอัตโนมัติ

ระบบสามารถตรวจพบการขอรับสิทธิ์ซ้ำซ้อน การใช้ข้อมูลเท็จ หรือความผิดปกติของธุรกรรมได้ตั้งแต่ต้นทาง ช่วยลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ ลดโอกาสการเรียกรับสินบน และลดภาระการตรวจสอบที่ต้องใช้บุคลากรจำนวนมาก

บทเรียนสำคัญคือ เทคโนโลยีไม่ได้เข้ามาแทนเจ้าหน้าที่รัฐ แต่เข้ามาช่วยให้การตัดสินใจมีข้อมูลรองรับมากขึ้น และลดช่องว่างที่อาจนำไปสู่การใช้อำนาจโดยมิชอบ

AI ช่วยตรวจจับความเสี่ยง แต่ตัดสินใจแทนมนุษย์ไม่ได้

ปัจจุบัน หลายประเทศเริ่มนำ AI มาใช้วิเคราะห์ข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้าง การเบิกจ่ายงบประมาณ และการให้บริการสาธารณะ เพื่อค้นหารูปแบบที่ผิดปกติซึ่งมนุษย์อาจมองไม่เห็น

อย่างไรก็ตาม Soh Kee Hean ผู้เชี่ยวชาญจากสิงคโปร์เตือนว่า AI ไม่ใช่ “ยาวิเศษ” ที่จะแก้ปัญหาคอร์รัปชันได้ทั้งหมด เพราะท้ายที่สุดแล้ว การพิจารณาข้อเท็จจริง การตัดสินใจ และการบังคับใช้กฎหมาย ยังคงต้องอาศัยมนุษย์ที่มีความรู้ ความรับผิดชอบ และจริยธรรม หากบุคลากรขาดความซื่อสัตย์ ต่อให้ระบบวิเคราะห์ข้อมูลแม่นยำเพียงใด ผลการวิเคราะห์ก็อาจถูกละเลยหรือถูกแทรกแซงได้



ข้อมูลเปิด ต้องใช้ได้จริง ไม่ใช่เพียงเปิดให้ดู


หลายรัฐบาลประกาศว่ามีการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะแล้ว แต่ข้อมูลจำนวนไม่น้อยกลับอยู่ในรูปแบบ PDF ที่ค้นหา วิเคราะห์ หรือเชื่อมโยงกับข้อมูลอื่นไม่ได้ ทำให้ประชาชน นักวิจัย และผู้สื่อข่าวไม่สามารถนำข้อมูลไปตรวจสอบการใช้งบประมาณหรือผลประโยชน์ของรัฐได้อย่างแท้จริง
.
ความโปร่งใสจึงไม่ได้วัดจากจำนวนไฟล์ที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ แต่ต้องวัดจากคุณภาพของข้อมูลด้วย ข้อมูลควรอยู่ในรูปแบบที่คอมพิวเตอร์สามารถนำไปประมวลผลได้ (Machine-readable) มีมาตรฐานเดียวกัน และเปิดให้นำไปใช้ต่อได้ เพื่อให้ภาคประชาชนสามารถมีส่วนร่วมในการตรวจสอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ธรรมาภิบาลดิจิทัลต้องมีทั้ง “ระบบที่ดี” และ “คนที่ซื่อสัตย์”

ในหลายคดีคอร์รัปชัน บริษัทที่เข้ารับงานจากภาครัฐอาจเป็นเพียงบริษัทบังหน้า ขณะที่ผู้ได้รับผลประโยชน์ตัวจริงซ่อนตัวอยู่หลังโครงสร้างผู้ถือหุ้นที่ซับซ้อน หากไม่มีข้อมูลนี้ ผู้สื่อข่าว หน่วยงานรัฐ และภาคประชาชนก็ยากที่จะตรวจสอบผลประโยชน์ทับซ้อนหรือเส้นทางการฟอกเงินได้

การเปิดเผยข้อมูล Beneficial Ownership จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของเอกสารทางธุรกิจ แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความโปร่งใสและทำให้การคอร์รัปชันซ่อนตัวได้ยากขึ้น


ผู้สื่อข่าวคือ “สุนัขเฝ้าบ้าน” ที่ต้องได้รับการคุ้มครอง


การอภิปรายยังสะท้อนอีกประเด็นที่สำคัญ คือ แม้จะมีข้อมูลและเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพียงใด แต่หากผู้สื่อข่าว นักวิจัย หรือภาคประชาสังคมที่เปิดโปงการคอร์รัปชันยังต้องเผชิญกับการฟ้องร้อง การคุกคาม หรือแรงกดดันทางการเมือง การตรวจสอบก็ไม่อาจทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่
.
ผู้ร่วมเสวนาจึงเห็นตรงกันว่า การคุ้มครองผู้ทำหน้าที่ตรวจสอบ รวมถึงการสร้างความร่วมมือระดับภูมิภาคในการแบ่งปันข้อมูลและสนับสนุนงานข่าวสืบสวน เป็นอีกองค์ประกอบสำคัญของการสร้างสังคมที่โปร่งใส

 

บทเรียนสำหรับประเทศไทย

 

บทเรียนจากเวทีเสวนานี้สะท้อนว่า การสร้างรัฐบาลดิจิทัลไม่ได้หมายถึงการนำบริการต่าง ๆ ขึ้นเว็บไซต์ หรือเปลี่ยนเอกสารกระดาษให้เป็นเอกสารอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น แต่คือการออกแบบระบบบริหารภาครัฐใหม่ทั้งหมดให้ข้อมูลสามารถเชื่อมโยงกันได้ ลดการใช้ดุลยพินิจที่ไม่จำเป็น เปิดเผยข้อมูลในรูปแบบที่ตรวจสอบได้ และใช้เทคโนโลยีช่วยป้องกันการคอร์รัปชันตั้งแต่ต้นทาง

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญทุกคนเห็นตรงกันคือ เทคโนโลยีไม่สามารถทดแทนคุณธรรมของคนได้ ต่อให้มี AI ที่ทันสมัยที่สุด มีฐานข้อมูลที่สมบูรณ์ที่สุด หรือมีระบบดิจิทัลที่ดีที่สุด หากขาดผู้นำที่ซื่อสัตย์ ข้าราชการที่ยึดมั่นในจริยธรรม และวัฒนธรรมองค์กรที่ไม่ยอมรับการคอร์รัปชัน ระบบเหล่านั้นก็ไม่อาจสร้างความโปร่งใสได้อย่างแท้จริง

ธรรมาภิบาลดิจิทัลจึงไม่ได้เริ่มต้นจากการลงทุนในเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มต้นจากการสร้าง “ระบบที่ดี” และ “คนที่มีคุณธรรม” ให้เดินไปพร้อมกัน

 

เพราะเมื่อสองสิ่งนี้ทำงานร่วมกัน เทคโนโลยีจึงจะสามารถเป็นพลังสำคัญในการลดคอร์รัปชันและสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคมได้อย่างยั่งยืน

ปีที่แต่ง (พ.ศ.)
2569
ผู้แต่ง
ศุภวิชญ์ แก้วคูนอก
หน่วยงานสนับสนุน
05_โลโก้ KRAC
โลโก้คณะเศรษฐศาสตร์ (ภาษาไทย)

หัวข้อ
Related Content

KRAC Insights I หลักนิติธรรมสำคัญอย่างไรกับการต่อต้านคอร์รัปชัน

หลักนิติธรรมช่วยป้องกันคอร์รัปชันได้อย่างไร? บทความนี้ชวนทำความเข้าใจความเชื่อมโยงระหว่าง Rule of Law การใช้อำนาจรัฐ และดัชนี WJP Rule of Law Index เพื่อยกระดับธรรมาภิบาลและความโปร่งใสของประเทศไทย

KRAC Insights I เรียนรู้กระบวนการทำงานและกรณีศึกษาการปราบปรามการทุจริตของสำนักงาน ป.ป.ช.

ทำไมการปราบปรามทุจริตจึงต้องอาศัยทั้งกฎหมาย หน่วยงานตรวจสอบ และผู้แจ้งเบาะแส? KRAC ชวนเรียนรู้บทบาท ป.ป.ช. ผ่านขั้นตอนการดำเนินคดีและกรณีศึกษาจริง

KRAC Insights I การประเมินความเสี่ยงการคอร์รัปชันในกฎหมาย

กฎหมายต่อต้านคอร์รัปชันที่เรามี ดีพอแล้วหรือไม่? หรือยังมีช่องว่างที่เราอาจมองไม่เห็น…KRAC ชวนทำความรู้จัก CRAT เครื่องมือประเมินความเสี่ยงคอร์รัปชันของกฎหมาย ภายใต้หลักสูตรกฎหมายและมาตรการว่าด้วยการต่อต้านคอร์รัปชันชิงปฏิบัติการ

You might also like...

‘มองอนาคตงานวิจัยต้านโกงไทย: 5 เทรนด์สำคัญที่ควรไปต่อ’

งานวิจัยต้านโกงไทยควรไปต่อทางไหน? ชวนสำรวจ 5 เทรนด์สำคัญ ตั้งแต่ Open Data, AI, พฤติกรรม คอร์รัปชันข้ามพรมแดน ไปจนถึงการทดลองนโยบายจริง

เปิดข้อมูลใบอนุญาตสถานประกอบการ ‘เพิ่มโปร่งใส’ เพิ่มความปลอดภัยผู้บริโภค

การเปิดและเชื่อมโยงข้อมูลใบอนุญาตสถานประกอบการ ช่วยเพิ่มความโปร่งใส ความปลอดภัย และเปิดทางให้ประชาชนร่วมตรวจสอบการกำกับดูแลของภาครัฐได้อย่างไร

KRAC Insights I เชื่อมโยงข้อมูล: จุดสำคัญสกัดการฟอกเงินและการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐของบุคคลผู้มีสถานะทางการเมือง

การเชื่อมโยงข้อมูล PEPs ผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง นิติบุคคล และการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ช่วยยกระดับการตรวจจับความเสี่ยง ป้องกันการฟอกเงิน และลดการทุจริตได้อย่างไร