การทุจริตคอร์รัปชันเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศและความกินดีอยู่ดีของประชาชนมาอย่างยาวนาน
หลายครั้งที่เรามักตั้งคำถามว่า หน่วยงานที่รับผิดชอบกำลังทำอะไร หรือมีกระบวนการจัดการกับปัญหานี้อย่างไรเพื่อตรวจสอบและติดตามผู้กระทำความผิดมาลงโทษ
บทความนี้จะพาทุกท่านมาทำความเข้าใจอำนาจหน้าที่และ ขั้นตอนการทำงานด้านการปราบปรามการทุจริตของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) พร้อมทั้งนำเสนอตัวอย่างกรณีศึกษาที่เกิดขึ้นในประเทศไทย
3 ขั้นตอนการทำงานของสำนักงาน ป.ป.ช. ในการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน การดำเนินการของสำนักงาน ป.ป.ช ในการตรวจสอบและนำผู้กระทำความผิดมาลงโทษตามกฎหมาย แบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอนหลัก ดังนี้
3 ขั้นตอนการทำงานของสำนักงาน ป.ป.ช. ในการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน
ขั้นตอนที่ 1: การรับคำกล่าวหา
จุดเริ่มต้นของการดำเนินงานของสำนักงาน ป.ป.ช เริ่มจากการได้รับแจ้งเบาะแส การร้องเรียน หรือการแจ้งข้อกล่าวหา โดยข้อกล่าวดังกล่าวต้องอยู่ในอำนาจหน้าที่ของสำนักงาน ป.ป.ช ซึ่งประกอบด้วย 3 ฐานความผิด คือ การทุจริตต่อหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ การกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการในการยุติธรรม และการร่ำรวยผิดปกติของเจ้าหน้าที่ของรัฐ
โดยหากพิจารณาข้อร้องเรียนแล้วดูมีมูลความผิดสำนักงาน ป.ป.ช. จะทำการคัดกรองคดีโดยแบ่งเป็นคดีที่สามารถส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือผู้บังคับบัญชาของผู้ถูกกล่าวหาดำเนินการตรวจสอบ และคดีที่สำนักงาน ป.ป.ช. ต้องดำเนินการตรวจสอบเอง
ซึ่งพิจารณาจากหลักเกณฑ์สำคัญ สรุปได้ดังนี้ ด้านผลกระทบของคดี คือ คดีที่ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ ที่ดิน ประโยชน์สาธารณะ ระบบเศรษฐกิจ/การคลัง ความมั่นคงของประเทศ หรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ด้านมูลค่าความผิด คือ คดีที่ส่งผลกระทบต่อระบบบริหารราชการเป็นวงกว้าง หรือคดีการจัดซื้อจัดจ้างที่มีวงเงินตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไป และด้านตัวบุคคลที่กระทำความผิด ซึ่งเป็นบุคคลที่มีอำนาจหรือมีผู้มีอิทธิพลเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยในคดี รวมถึงคดีอื่น ๆ ที่สำนักงาน ป.ป.ช. เห็นว่าเป็นความผิดร้ายแรง
ทั้งนี้ หากพิจารณาแล้วพบว่าหลักฐานไม่เพียงพอหรือเรื่องร้องเรียนที่ได้รับไม่ได้อยู่ในอำนาจหน้าที่ของสำนักงาน ป.ป.ช. จะดำเนินการยุติเรื่องและแจ้งให้ผู้แจ้งเบาะแสทราบ
ขั้นตอนที่ 2: การตรวจสอบเบื้องต้น
เมื่อคดีได้รับการพิจารณาโดยคณะกรรมการ ป.ป.ช. ว่าเป็นคดีที่สำนักงาน ป.ป.ช. จะต้องดำเนินการตรวจสอบเอง คดีดังกล่าวจะถูกส่งต่อให้ผู้อำนวยการในสำนักที่รับผิดชอบดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ทั้งการตรวจสอบเอกสารหลักฐาน และการลงพื้นที่เกิดเหตุจริง จากนั้นจึงดำเนินการสรุปรายงานเสนอต่อคณะอนุกรรมการกลั่นกรองหรือคณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณา
ซึ่งผลลัพธ์จะออกได้สองทาง คือ หากมติชี้ว่า “ไม่มีมูลความผิด” คดีจะถึงเป็นข้อยุติและแจ้งให้ผู้ร้องเรียนทราบ แต่หากมีมติว่า “มีมูลความผิด” และอยู่ในอำนาจของสำนักงาน ป.ป.ช. ก็จะเข้าสู่ขั้นตอนการไต่สวนข้อเท็จจริงต่อไป อย่างไรก็ตาม หากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าเป็นคดีที่ไม่ร้ายแรง อาจพิจารณาส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อได้
ขั้นตอนที่ 3: การไต่สวนข้อเท็จจริง
ขั้นตอนนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญในการทำสำนวนคดี โดยเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบจะดำเนินการการรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมอย่างละเอียด พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาได้เข้ามาชี้แจงข้อกล่าวหาเพื่อความเป็นธรรม เมื่อสรุปสำนวนเสร็จสิ้นสำนักงาน ป.ป.ช.จะทำการเสนอสำนวนคดีให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. วินิจฉัยชี้มูลความผิด
โดยหากคดีที่ได้รับการร้องเรียนได้รับมติชี้มูลความผิด ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ จะส่งต่อข้อพิจารณาคดีดังกล่าวไปยังผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจในการแต่งตั้ง/ถอดถอนของหน่วยงานต้นสังกัด เพื่อทำการลงโทษทางวินัย โดยไม่ต้องตั้งคณะกรรมการวินัยพิจารณาใหม่
และในกรณีที่เป็นความผิดทางอาญา คณะกรรมการ ป.ป.ช. จะส่งสำนวนคดีให้สำนักงานอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินการฟ้องคดีต่อศาล แต่หากพนักงานอัยการมีความเห็นไม่สั่งฟ้องคดี คณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็มีอำนาจตามกฎหมายที่จะสามารถยื่นฟ้องคดีต่อศาลได้ด้วยตนเอง เพื่อให้มีการพิจารณาคดีต่อไปในชั้นศาล
2 กรณีศึกษาจากตัวอย่างการดำเนินการด้านการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันของสำนักงาน ป.ป.ช.
กรณีศึกษา: การใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบเพื่อเรียกรับเงินของอดีตอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ
กรณีนี้สะท้อนการใช้อำนาจและหน้าที่ในระบบราชการโดยมิชอบ เพื่อเรียกรับผลประโยชน์จากผู้ใต้บังคับบัญชา จึงได้มีการร้องเรียนไปยังสำนักงาน ป.ป.ช. ซึ่งได้ร่วมทำงานกับสำนักงาน ป.ป.ท. และกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.)
ในการสืบสวนและวางแผนเข้าจับกุมอดีตอธิบดีได้ในห้องทำงาน พร้อมของกลางเป็นเงินสดซุกซ่อนอยู่รวมเกือบ 5 ล้านบาท และหลักฐานสำคัญคือ ข้อมูลการเรียกรับเงินที่ระบุจำนวนเงินจากแต่ละหน่วยงาน โดยมีการเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร ปัจจุบันคดีอยู่ในการพิจารณาของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ
กรณีศึกษา: คดีเรียกรับเงินโครงการอาหารกลางวันเด็ก โรงเรียนบางชัน
ผู้อำนวยการโรงเรียนบางชันได้มีพฤติการณ์เรียกรับเงินจากผู้ประกอบการที่ชนะการประมูลจัดทำอาหารกลางวันสำหรับนักเรียนและครูบางส่วน ทางผู้ประกอบการตัดสินใจแจ้งเบาะแสต่อสำนักงาน ป.ป.ช. นำไปสู่การประสานกำลังร่วมกับสำนักงาน ป.ป.ท. และ บก.ปปป. ในการสืบสวนและเข้าจับกุมผู้อำนวยการรายนี้ได้ในที่สุด
โดยปัจจุบันคดีได้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาในชั้นศาล และผู้อำนวยการคนดังกล่าวทางกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นหน่วยงานต้นสังกัดได้มีคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน
ผู้แจ้งเบาะแสและข้อมูลที่เข้าถึงได้ คือหัวใจของการปราบปรามทุจริต
จากกระบวนการทำงานของสำนักงาน ป.ป.ช. และกรณีศึกษาในอดีต สะท้อนให้เห็นว่าการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน นอกจากจะต้องมีขั้นตอนที่ชัดเจนและถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ยังจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการตรวจสอบและค้นหาข้อเท็จจริง ทั้งนี้ เนื่องจากคดีทุจริตคอร์รัปชันมักมีความซับซ้อน มีการทำงานเป็นขบวนการ และผู้กระทำผิดมักปกปิดร่องรอยอย่างแนบเนียน ทำให้ยากต่อการติดตาม
นอกจากนี้ กรณีศึกษาข้างต้นยังชี้ให้เห็นว่า การสืบสวนจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากขาด “ผู้แจ้งเบาะแส” ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ปัญหาในด้านการเข้าถึงข้อมูลของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง การปราบปรามทุจริตคอร์รัปชันจึงต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของทุกคนในสังคม เพื่อสอดส่องดูแลและเฝ้าระวังสิ่งผิดปกติในพื้นที่ของตน ซึ่งเป็นจุดที่หน่วยงานของรัฐอาจไม่สามารถเข้าไปดูแลได้อย่างทั่วถึง
จะเห็นได้ว่าขั้นตอนการดำเนินงานด้านการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันของสำนักงาน ป.ป.ช. มีความครอบคลุมทั้งในด้านการรับแจ้งเบาะแส การตรวจสอบข้อมูล การประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ไม่เพียงในขั้นตอนการแจ้งเบาะแสเท่านั้น แต่ยังสามารถติดตามการตรวจสอบกรณีที่ได้รับการแจ้งเบาะแสคอร์รัปชัน ผ่านช่องทางของสำนักงานของ ป.ป.ช. ได้อีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ในการเผยแพร่ข้อมูลหรือการสื่อสารกับประชาชน สำนักงาน ป.ป.ช. ควรพิจารณาปรับภาษาที่ใช้สื่อสารให้สามารถเข้าใจได้ง่าย รวมถึงการมีแนวทางเชิงรุกในการเผยแพร่ความคืบหน้าและผลการตรวจสอบ ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ง่ายและรวดเร็ว เพื่อกระตุ้นให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชนและสร้างความเชื่อมั่นของหน่วยงานต่อประชาชนว่ามีการดำเนินการตรวจสอบการคอร์รัปชันอย่างจริงจังและสามารถนำผู้กระทำความผิดมารับโทษได้
ข้อมูลที่ยกมาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเนื้อหาที่จะได้เรียนรู้ใน บทที่ 3 “แนวทางการประยุกต์ใช้กฎหมายและมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการต่อต้านคอร์รัปชันในภาครัฐ” หากสนใจศึกษาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับอำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ทั้งด้านการปราบปรามและการป้องกันความเสี่ยงการทุจริตในหน่วยงานรัฐ การตรวจสอบทรัพย์สินของเจ้าหน้าที่รัฐ รวมถึงกรณีศึกษาที่เกิดขึ้นในประเทศไทย สมัครเรียนได้ที่ลิงก์ด้านล่าง
ปีที่แต่ง (พ.ศ.)
2569
ผู้แต่ง
ศุภชัย เสถียรหมั่น
หน่วยงานสนับสนุน
หัวข้อ
Related Content
KRAC Insights I เรียนรู้กระบวนการทำงานและกรณีศึกษาการปราบปรามการทุจริตของสำนักงาน ป.ป.ช.
ทำไมการปราบปรามทุจริตจึงต้องอาศัยทั้งกฎหมาย หน่วยงานตรวจสอบ และผู้แจ้งเบาะแส? KRAC ชวนเรียนรู้บทบาท ป.ป.ช. ผ่านขั้นตอนการดำเนินคดีและกรณีศึกษาจริง
KRAC Insights I การประเมินความเสี่ยงการคอร์รัปชันในกฎหมาย
กฎหมายต่อต้านคอร์รัปชันที่เรามี ดีพอแล้วหรือไม่? หรือยังมีช่องว่างที่เราอาจมองไม่เห็น…KRAC ชวนทำความรู้จัก CRAT เครื่องมือประเมินความเสี่ยงคอร์รัปชันของกฎหมาย ภายใต้หลักสูตรกฎหมายและมาตรการว่าด้วยการต่อต้านคอร์รัปชันชิงปฏิบัติการ
KRAC Extract | ถ้าคนตัดสินไม่เป็นกลาง ความยุติธรรมก็ไม่เป็นธรรม: บทเรียนจากกระบวนการคัดเลือกผู้พิพากษา
KRAC Extract ชวนสำรวจ จุดเริ่มต้นของความยุติธรรมผ่านกระบวนการคัดเลือกผู้พิพากษา แล้วจะออกแบบระบบ อย่างไรให้ศาลเป็นอิสระ แต่ยังตรวจสอบได้?


