KRAC Insights I ทำไมการระบุสถานะบุคคลที่มีสถานภาพทางการเมือง จึงมีความสำคัญต่อการต่อต้านการฟอกเงิน

การที่ถูกจัดว่าเป็น “บุคคลที่มีสถานภาพทางการเมือง” (Politically Exposed Persons – PEPs) นั้นไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นกระทำความผิด แต่เป็นการระบุว่าบุคคลนั้นอยู่ในจุดที่มี “ความเสี่ยง” ในทุกมิติ

 
อีกทั้ง ตำแหน่งที่ถูกระบุว่าเป็นบุคคลที่มีสถานภาพทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็น รัฐมนตรี ข้าราชการระดับสูง ผู้พิพากษา นายทหาร ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ บุคคลเหล่านี้มีอำนาจเหนือทรัพยากรสาธารณะ ซึ่งทำให้ตกเป็นเป้าหมายของการติดสินบนและการฟอกเงินได้ง่าย ทำให้การระบุบุคคลที่มีสถานภาพทางการเมืองกลายเป็นหัวใจสำคัญของการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินในปัจจุบัน
 
จากเวทีเสวนาภายใต้ หัวข้อ “Why do PEPs matter for Anti-money laundering” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการประชุมเชิงปฏิบัติการ “Open Data on Data-Driven Investigation” เพื่อยกระดับความร่วมมือด้านการต่อต้านคอร์รัปชันในระดับภูมิภาค เวทีเสวนาดังกล่าวดำเนินรายการโดย รศ. ดร. ต่อภัสสร์ ยมนาค ผู้อำนวยการศูนย์ KRAC ร่วมกับวิทยากรอีก 3 ท่าน ได้แก่
  1.  คุณสุปราณี สถิตชัยเจริญ จากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน
  2. คุณ Aibek Turdukulov จากสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC)
  3. คุณ Nathaporn Eiamvittayakorn ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญากรรมทางการเงิน
ทั้ง 4 ท่านได้ร่วมกันเสวนาเกี่ยวกับจุดแข็งและจุดอ่อนของระบบการระบุบุคคลที่มีสถานภาพทางการเมืองในปัจจุบัน โดย KRAC ได้สรุปประเด็นสำคัญของการเสวนามาดังนี้

กฎชัดขึ้น แต่ข้อมูลยังไม่พร้อม

เมื่อกฎของการระบุบุคคลที่มีสถานภาพทางการเมืองนั้นชัดขึ้น แต่ยังมี “พื้นที่สีเทา” ที่นำมาสู่ความเสี่ยง

 
คุณสุปราณีได้ระบุว่า ประกาศฉบับใหม่ของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ซึ่งมีผลตั้งแต่กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567) ได้กำหนดนิยามของบุคคลที่มีสถานภาพทางการเมืองภายในประเทศไทยให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งครอบคลุมเจ้าหน้าที่ระดับสูงทั้งในฝ่ายบริหาร ทหาร ตุลาการ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่ในระดับสากล คำว่า “เจ้าหน้าที่ระดับสูง” ยังมีความหมายต่างกันในแต่ละเขตอำนาจของประเทศนั้น ทำให้สร้างความลำบากให้บุคคลที่มีหน้าที่ตรวจสอบหรือกำกับการปฏิบัติงาน (compliance) ในการตรวจสอบความเสี่ยง
 
ข้อมูลของผู้ถือผลประโยชน์ที่แท้จริง (beneficial ownership) ที่อยู่ในกระแสการเงินในธุรกรรมต่าง ๆ นั้น กระจายอยู่ในหน่วยงานต่าง ๆ ในรูปแบบของข้อมูลที่ไม่เชื่อมต่อกัน ดังนั้น เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว รัฐบาลไทยกำลังมีแผนจัดตั้ง “สำนักงานข้อมูลกลาง (Data Bureau)”เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานและเพิ่มการเข้าถึงข้อมูลให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
 
ในขณะเดียวกัน ภาคเอกชนได้เผชิญกับปัญหาข้อมูลกระจัดกระจายเดียวกัน ทำให้บริษัทต่าง ๆ ที่ต้องพึ่งพาฐานข้อมูลบุคคลที่มีสถานภาพทางการเมืองที่มีคุณภาพและครอบคลุมนั้น ต้องดำเนินงานข้ามพรมแดนเพื่อนำข้อมูลจากหลายแหล่งมาปะติดปะต่อกัน ดังนั้นในช่วงของการเสวนา วิทยากรทั้งสองท่านจึงได้เน้นย้ำว่า การป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ไม่ได้ขึ้นอยู่เพียงแค่ว่ามีข้อมูลหรือไม่ แต่ขึ้นอยู่กับว่าข้อมูลนั้นถูกบูรณาการให้มีความน่าเชื่อถือและสามารถนำไปใช้งานได้จริงหรือไม่

การเช็กชื่ออย่างเดียว ไม่หยุดอาชญากรรมทางการเงิน

Turdukulov ได้เน้นย้ำว่า การพึ่งพาฐานข้อมูลของระบบบุคคลที่มีสถานภาพทางการเมืองมากเกินไปอาจนำไปสู่การปฏิบัติตามกฎหรือการตรวจสอบแบบผิวเผิน (superficial compliance)

 
กล่าวคือ เพียงแค่ทำตามขั้นตอนให้ครบถ้วนโดยไม่ได้วิเคราะห์ความเสี่ยงในเชิงลึก อีกทั้ง อาชญากรรมทางการเงินที่ซับซ้อนนั้น ไม่สามารถจัดการหรือตรวจสอบได้ด้วยแค่การทำเช็กลิสต์ แต่ต้องอาศัยการคิดวิเคราะห์อย่างมีวิจารณญาณ (critical analysis)
 
ในการเสวนา ได้มีการยกตัวอย่างที่น่าสนใจ คือ แพลตฟอร์ม COSMIC ของสิงคโปร์ ซึ่งเปิดโอกาสให้ธนาคารสามารถแบ่งปันข้อมูลธุรกรรมที่น่าสงสัยระหว่างกันได้ โดยไม่ละเมิดกฎหมายความลับทางการเงิน ซึ่งถือว่าเป็นรูปแบบที่ช่วยยกระดับการป้องกันอาชญากรรมทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ
 
ในเวทีเสวนาได้มีการยกตัวอย่างเส้นทางการเงินที่มีความเสี่ยงในการฟอกเงินสูง ได้แก่
 
  • คริปโทเคอร์เรนซี (Cryptocurrency) หรือสินทรัพย์ดิจิทัลเสมือนจริง ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะเป็นแหล่งฟอกเงินสูง เนื่องจากเครือข่ายอาชญากรรมสามารถใช้ประโยชน์จากช่องว่างด้านกฎระเบียบได้ทันทีเพราะเป็นระบบออนไลน์ ทำให้การทำธุรกรรมทุจริตนั้นทำได้รวดเร็ว
  • ภาคอสังหาริมทรัพย์ (Real estate) วิทยากรได้ยกตัวอย่างกรณีที่มีเงินน่าสงสัยจำนวนมากไหลเข้าสู่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในสหราชอาณาจักร ส่งผลให้ภาคอสังหาฯ กลายเป็นหนึ่งในช่องทางของการฟอกเงิน โดยปัจจัยที่ทำให้ตลาดอสังหาฯ ได้กลายเป็นแหล่งฟอกเงินนั้น มาจากการที่ตัวแทนในตลาดยังขาดเครื่องมือและกลไกในการระบุผู้ถือผลประโยชน์ที่แท้จริงซ่อนอยู่เบื้องหลังธุรกรรมการซื้อขาย
  • การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ (Public procurement) คุณ Nathaporn ได้ยกตัวอย่างกรณีการฟอกเงินผ่านการจัดซื้อจัดจ้างของของกระทรวงกลาโหมสหราชอาณาจักร โดยการคอร์รัปชันครั้งนี้เกิดจากการสมรู้ร่วมคิดระหว่างบุคคลที่มีสถานภาพทางการเมืองกับบริษัทโลจิสติกส์ปลอมที่เข้ามาในระบบจัดซื้อจัดจ้าง

การต่อต้านการฟอกเงินต้องอาศัยทั้งระบบ

คุณสุปราณีได้ยกตัวอย่างกรณีในประเทศไทย ที่ผู้บริหารระดับสูงของรัฐวิสาหกิจรายหนึ่งรับสินบนจำนวนมากจากบริษัทต่างชาติ และนำเงินไปฟอกผ่านประเทศสิงคโปร์และศูนย์การเงินนอกชายฝั่ง (offshore)

 
จากปัญหาดังกล่าวจึงนำไปสู่ความร่วมมือระหว่างประเทศที่เริ่มต้นตั้งแต่ ค.ศ. 2021 และนำไปสู่การที่ศาลในสิงคโปร์รับรองคำสั่งริบทรัพย์ในค.ศ. 2026 โดยคุณสุปราณีได้สะท้อนให้เห็นทั้งความยาวนานของกระบวนการคดีลักษณะของการแก้ไขอาชญากรรมข้ามชาติจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือในระดับนานาชาติหรือภูมิภาค
 
อีกทั้ง ทางวิทยากรได้ยกตัวอย่างกลไก Joint Money Laundering Intelligence Taskforce (JMLIT) ของสหราชอาณาจักร ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นแนวปฏิบัติที่ดี (best practice) ในการแบ่งปันข้อมูลข่าวกรองแบบเรียลไทม์ระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายและสถาบันการเงิน
 
นอกจากนี้ วิทยากรได้ยกตัวอย่างคดีอื้อฉาว 1MDB จากประเทศมาเลเซียที่ถูกเปิดโปงโดยผู้แจ้งเบาะแส ซึ่งเป็นการเน้นย้ำว่า “กลไกการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส” เป็นองค์ประกอบสำคัญของการต่อต้านคอร์รัปชันที่มีประสิทธิภาพ อีกทั้ง ในการเสวนาได้มีการเน้นย้ำถึงการให้ความสำคัญและเฝ้าระวังบุคคลที่ช่วยสนับสนุน ซึ่งได้แก่ ทนายความ นักบัญชี และตัวแทนอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นผู้ออกแบบโครงสร้างทางการเงินเพื่อซ่อนผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง รวมถึงควรเฝ้าระวังช่องทางทางเลือกในการฟอกเงิน เช่น เงินสด ทองคำ และการฟอกเงินผ่านการค้า (trade-based laundering)
 
โดยสรุป การคอร์รัปชันเปรียบเสมือนเป็นระบบนิเวศ (ecosystem) ที่ไม่สามารถต่อสู้หรือแก้ไขได้เพียงลำพัง จำเป็นต้องอาศัย นักข่าว หน่วยงานกำกับดูแล และสถาบันการเงิน ทำงานร่วมงานเพื่อป้องกันการฟอกเงิน
 
อีกทั้ง การพัฒนากรอบการระบุบุคคลที่มีสถานภาพทางการเมืองให้มีประสิทธิภาพจำเป็นต้องอาศัย 4 ปัจจัยหลักที่ทำงานสอดประสานกัน ได้แก่ 1) ความชัดเจนของกฎระเบียบ 2) การบูรณาการข้อมูล 3) การคิดวิเคราะห์อย่างมีวิจารณญาณ และ 4) ความเชื่อมั่นระหว่างภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาคประชาสังคม ภาคเอกชน และภาครัฐ
 

และท้ายที่สุด ระบบการป้องกันการฟอกเงินทั้งหมดจะไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ถ้าหากขาดผู้แจ้งเบาะแส ซึ่งยังคงเป็น “กุญแจสำคัญ” ในการเปิดเผยและขับเคลื่อนการจัดการกับการฟอกเงินในระบบนี้

ปีที่แต่ง (พ.ศ.)
2569
ผู้แต่ง

ศุภวิชญ์ แก้วคูนอก 

หน่วยงานสนับสนุน
05_โลโก้ KRAC
โลโก้คณะเศรษฐศาสตร์ (ภาษาไทย)

หัวข้อ
Related Content

KRAC Extract | เงินเทาใต้เงาตึกสูง: เบื้องหลังอสังหาริมทรัพย์หรูที่โลกอาจไม่รู้ว่าใครคือเจ้าของ

KRAC Extract ชวนเจาะลึกความเสี่ยงการฟอกเงินผ่านอสังหาริมทรัพย์ และเหตุใดการเปิดเผยผู้ได้รับประโยชน์ที่แท้จริงจึงสำคัญต่อการต่อต้านคอร์รัปชัน

KRAC Insights I ทำไมการระบุสถานะบุคคลที่มีสถานภาพทางการเมือง จึงมีความสำคัญต่อการต่อต้านการฟอกเงิน

ทำไม PEPs จึงเป็นหัวใจของการต่อต้านการฟอกเงิน? สำรวจความท้าทายด้านข้อมูล การตรวจสอบ และความร่วมมือที่จำเป็นต่อการป้องกันอาชญากรรมทางการเงิน

KRAC Extract | เปิดเผยแล้วตรวจสอบได้จริงหรือไม่? บทบาทของระบบเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินในการต้านคอร์รัปชัน

KRAC Extract ชวนสำรวจบทบาทของ “การเปิดเผยรายได้ ผลประโยชน์ และทรัพย์สินของเจ้าหน้าที่รัฐ” ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้การใช้อำนาจรัฐสามารถตรวจสอบได้อย่างเป็นรูปธรรม

You might also like...

KRAC Extract | เปิดเผยแล้วตรวจสอบได้จริงหรือไม่? บทบาทของระบบเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินในการต้านคอร์รัปชัน

KRAC Extract ชวนสำรวจบทบาทของ “การเปิดเผยรายได้ ผลประโยชน์ และทรัพย์สินของเจ้าหน้าที่รัฐ” ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้การใช้อำนาจรัฐสามารถตรวจสอบได้อย่างเป็นรูปธรรม

KRAC Insights I เรียนรู้การตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สิน: เข้าใจกลไกต้านทุจริต

ทำไม “การตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สิน” ถึงสำคัญกับประชาชน? KRAC ชวนคุณเรียนรู้กลไกนี้ตั้งแต่บทบาทของคณะกรรมาการ ป.ป.ช. ไปจนถึงวิธีที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบอำนาจรัฐ ภายใต้หลักสูตรกฎหมายและมาตรการว่าด้วยการต่อต้านคอร์รัปชันชิงปฏิบัติการ

เข้าร่วม OECD ไทย ต้องเปิดข้อมูลครอบคลุมรอบด้าน เข้าถึงได้ง่าย

กรุงเทพธุรกิจ x KRAC ชวนขบคิดประเด็นการเปิดเผยข้อมูลของภาครัฐไทย ซึ่งถือเป็นต้นธารสำคัญในการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินมีความโปร่งใสมากยิ่งขึ้น เพื่อตอบสนองการสมัครเข้าเป็นสมาชิก OECD