แม้สังคมไทยจะให้ความสำคัญกับการปฏิรูปการศึกษาและการสร้างเยาวชนคุณภาพในอนาคต
แต่ปัญหาที่ซ่อนอยู่ในระบบการศึกษายังคงเป็นเรื่องที่สังคมโดยรวมรับรู้น้อยมาก โดยเฉพาะประเด็นการทุจริตที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากคนใดคนหนึ่ง แต่กลับเป็น “เครือข่าย” ที่มีความซับซ้อนและทำงานอย่างเป็นระบบ ส่งผลกระทบต่อคุณภาพเยาวชนและการพัฒนาประเทศในระยะยาว
KRAC ชวนสำรวจ งานวิจัยเรื่อง “การศึกษาเครือข่ายกลุ่มอิทธิพลซึ่งนำไปสู่การทุจริตคอร์รัปชันอย่างเป็นระบบ (Organized Corruption) ของภาคการศึกษา: กรณีศึกษาโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมเขตที่ 24, 25, 26 (กาฬสินธุ์ ขอนแก่น มหาสารคาม)” โดย พรอัมรินทร์ พรหมเกิด และคณะ (2561)
โดยงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบและลักษณะของการทุจริตในภาคการศึกษา รวมถึงการเสนอแนวทางป้องกันความร่วมมือระหว่างเครือข่ายกลุ่มอิทธิพลที่นำไปสู่การทุจริตอย่างเป็นระบบ
เจาะกลโกงลึก เครือข่ายลับ
จากงานศึกษาพบว่า เครือข่ายอิทธิพลในวงการศึกษาไม่ได้เป็นเพียงแนวคิดในทางทฤษฎี แต่มีอยู่จริงและทำงานอย่างเป็นระบบ เครือข่ายเหล่านี้ประกอบด้วยข้าราชการระดับสูง นักการเมือง และนักธุรกิจ
กลุ่มคนเหล่านี้มีบทบาทเชื่อมโยงกันในการบริหารจัดการและแสวงหาผลประโยชน์จากงบประมาณและทรัพยากรของภาคการศึกษา ผ่านกลไกต่าง ๆ เช่น การฮั้วประมูล การล็อกสเปคสินค้า หรือแม้แต่การตั้งโครงการอำพรางเพื่อเบิกงบประมาณโดยไม่มีการจัดซื้อจัดจ้าง
หนึ่งในรูปแบบการทำงานที่พบบ่อยคือ ผู้บริหารสถานศึกษาบางรายตั้งบริษัทรับเหมาของตนเอง โดยใช้ชื่อญาติหรือเพื่อนเป็นนอมินี และร่วมมือกับเครือข่ายข้าราชการและนักการเมืองในพื้นที่ เพื่อให้บริษัทของตนได้รับงานก่อสร้างภายในโรงเรียน หรือใช้วิธีตกลงราคากับผู้รับเหมาเพื่อล็อกสเปคและผูกขาดโครงการ ทำให้เกิดการแบ่งผลประโยชน์ในกลุ่มเครือข่ายนั้น ๆ
พันธมิตรข้าราชการ เบื้องหลังการทุจริตงบประมาณโรงเรียน
งานวิจัยยังพบว่า การทุจริตที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในระดับโรงเรียนหรือสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเท่านั้น แต่ขยายตัวไปถึงข้าราชการระดับสูงในกระทรวงศึกษาธิการและนักการเมืองระดับชาติ
โดยพบกรณีที่บุคคลเหล่านี้มีหุ้นในบริษัทจำหน่ายหนังสือเรียนหรือครุภัณฑ์ทางการศึกษา ซึ่งนำไปสู่การผูกขาดตลาดและผลประโยชน์ทับซ้อนในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างในวงการศึกษา
อีกประเด็นที่สำคัญคือ การทำงานของเครือข่ายอิทธิพลเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนจากวัฒนธรรมอุปถัมภ์และค่านิยมเรื่องการยกเว้นโทษ ทำให้การทุจริตแบบเครือข่ายเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและแก้ไขได้ยาก แม้จะมีการร้องเรียนหรือมีข้อเท็จจริงปรากฏ แต่การดำเนินคดีหรือบทลงโทษมักไม่เกิดขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึกในระบบการศึกษาไทย
สร้างระบบป้องกันความร่วมมือในเครือข่ายอิทธิพล
จากปัญหาที่กล่าวมา งานวิจัยเสนอให้สร้างกลไกโดยมองว่ารัฐควรส่งเสริมให้มีการสร้างเครือข่ายภาคประชาสังคม โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนและองค์กรภายนอกเข้ามามีบทบาทในการติดตาม ตรวจสอบ และแจ้งเบาะแสการทุจริตในวงการศึกษา เช่น การเปิดช่องทางรับฟังความคิดเห็นหรือการมีคณะกรรมการภาคประชาชนร่วมในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง
นอกจากนี้ต้องมีการพัฒนากลไกการแจ้งเบาะแส (Whistleblowing) ให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาสามารถรายงานพฤติกรรมที่ส่อทุจริตได้โดยไม่ถูกกลั่นแกล้ง พร้อมมีมาตรการคุ้มครองผู้แจ้งข้อมูลอย่างเหมาะสม รวมทั้งในเชิงกฎหมาย ต้องมีการป้องกัน ปรับปรุงกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้าง การบริหารงานบุคคล และการสรรหาแต่งตั้งบุคลากร ให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ และลดช่องว่างในการทุจริต เช่น การกำหนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนและเป็นธรรม รวมถึงสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังกับผู้ที่กระทำผิดในเครือข่ายอิทธิพล
และสุดท้าย ควรมีการสร้างระบบป้องกันความร่วมมือในเครือข่ายอิทธิพล ตามด้วยการพัฒนามาตรการตรวจสอบความสัมพันธ์และผลประโยชน์ทับซ้อนในกลุ่มข้าราชการ นักการเมือง และผู้ประกอบการ เช่น การเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินของบุคคลที่มีตำแหน่งสำคัญในภาคการศึกษา การตั้งคณะกรรมการกลางที่มีอิสระและมีส่วนร่วมจากหลายภาคส่วน
ประเด็นเครือข่ายอิทธิพลที่ทำงานอย่างเป็นระบบในวงการศึกษาไทย เป็นปัญหาที่สะท้อนให้เห็นถึงรากเหง้าของความอ่อนแอในระบบการศึกษา การแก้ไขปัญหานี้จึงต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงทั้งในระดับโครงสร้าง วัฒนธรรม และกฎหมาย เพื่อสร้างระบบการศึกษาที่โปร่งใสและยั่งยืน สมกับความคาดหวังของสังคมไทยที่ต้องการเห็นเยาวชนเติบโตอย่างมีคุณภาพและมีคุณธรรม
กรณีเครือข่ายการทุจริตในระบบการศึกษาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของงานวิจัยเท่านั้น งานวิจัยยังมีประเด็นอื่น ๆ ที่น่าสนใจ เช่น กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง การบริหารงานบุคคลในภาคการศึกษา ปัญหาการรับนักเรียนเข้าสถานศึกษา ตลอดจนข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อป้องกันการทุจริตอย่างยั่งยืน โดยสามารถอ่านสรุปงานวิจัยฉบับเต็มได้ที่ลิงก์ด้านล่าง
คอลัมน์ “KRAC คัดสรร เล่างานวิจัยไทย” เป็นบทความเล่างานวิจัยไทยด้านการต่อต้านคอร์รัปชัน ที่หยิบยกหนึ่งในประเด็นของงานวิจัยในมุมมองของผู้ปฏิบัติการ เพื่อปูพื้นฐานความรู้และความเข้าใจเรื่องการคอร์รัปชัน และการต่อต้านคอร์รัปชันในมิติต่าง ๆ ภายใต้บริบทของประเทศไทย
มนตรี เจนวิทย์การ, ทวิสันต์ โลณานุรักษ์, พรอัมรินทร์ พรหมเกิด, ภูมิภักดิ์ พิทักษ์เขื่อนขันธ์, กีรติพร จูตะวิริยะ, ธีรภัทร์ ลอยวิรัตน์ และวรัญญา ศรีริน. (2561). การศึกษาเครือข่ายกลุ่มอิทธิพลซึ่งนำไปสู่การทุจริตคอร์รัปชันอย่างเป็นระบบ (Organized Corruption) ของภาคการศึกษา: กรณีศึกษาโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมเขตที่ 24, 25, 26 (กาฬสินธุ์ ขอนแก่น มหาสารคาม). สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ.
ศูนย์ความรู้เพื่อความร่วมมือในการต่อต้านคอร์รัปชัน และส่งเสริมธรรมาภิบาลในระดับภูมิภาค
หัวข้อ
KRAC คัดสรร เล่างานวิจัยไทย | เจาะกลโกงลึกเครือข่ายลับ ผู้อยู่เบื้องหลังการทุจริตงบประมาณโรงเรียน
แม้เราจะพูดถึงการปฏิรูปการศึกษามาหลายปี แต่ปัญหาที่ซ่อนอยู่กลับคือเครือข่ายอิทธิพลในระบบการศึกษาที่ทุจริตอย่างเป็นระบบ โดยงานวิจัยนี้ได้เปิดเผยกลไกผลประโยชน์ระหว่างข้าราชการ นักการเมือง และธุรกิจ พร้อมเสนอแนวทางสร้างความโปร่งใสเพื่อยุติวงจรคอร์รัปชันในวงการศึกษาไทย
KRAC คัดสรร เล่างานวิจัยไทย | ส่องการตรวจสอบทรัพย์สินเจ้าหน้าที่รัฐ : บทเรียนจาก 3 ชาติ
ความโปร่งใสในการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นของประชาชน KRAC จึงอยากชวนมาดูกลไกการตรวจสอบทรัพย์สินของสหรัฐฯ จอร์เจีย และฮ่องกง พร้อมข้อเสนอแนะแนวทางการปรับใช้ในบริบทของประเทศไทย
KRAC คัดสรร เล่างานวิจัยไทย | ชวนส่องความเสี่ยงทุจริต ของ 5 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไทย
รัฐธรรมนูญปี 2540 เปิดทางให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นบริหารตนเองเพื่อตอบโจทย์ชุมชน และลดภาระจากส่วนกลาง แต่กลับไม่ได้มาพร้อมกลไกตรวจสอบที่เพียงพอ จนทำให้หลายพื้นที่กลายเป็นแหล่งอิทธิพลทางการเมืองท้องถิ่นและการตรวจสอบงบประมาณเป็นไปได้ยาก


