การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันด้วยแนวทางพหุเครือข่ายทางสังคมที่ทำงานเชื่อมโยงกันด้วยประเด็นปัญหาในพื้นที่ โดยมีตัวแทนของหลายภาคส่วนเข้ามามีบทบาทในการดำเนินการ ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันได้อย่างยั่งยืน
ปัญหาการคอร์รัปชันเป็นปัญหาที่มีอยู่ในสังคมไทยมาอย่างยาวนาน และมีระดับความรุนแรงมากขึ้น บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์การคอร์รัปชันในสังคมไทยและนำเสนอบทบาทของพหุเครือข่ายทางสังคมและข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อการปฏิบัติ
งานศึกษานี้ใช้วิธีการเชิงคุณภาพในการทบทวนวรรณกรรมและข้อมูลเอกสารทุติยภูมิเพื่อทำความเข้าใจปรากฏการณ์การคอร์รัปชันและความเชื่อมโยงกับบริบทของสังคม และทำการวิเคราะห์เนื้อหา
ผลการศึกษา พบว่า ประเทศไทยยังคงเผชิญปัญหาคอร์รัปชันในระดับสูง และมีรูปแบบหลากหลาย เช่น การซื้อเสียงเลือกตั้งท้องถิ่น การทุจริตภาษีผ่านเครือข่ายผลประโยชน์ การเรียกรับสินบนของเจ้าหน้าที่รัฐ และการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้าง เป็นต้น
เพื่อแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันที่เกิดขึ้นจึงได้เสนอการแก้ไขปัญหาด้วยแนวทางพหุเครือข่ายทางสังคม ซึ่งเป็นเครือข่ายการทำงานที่เชื่อมโยงกันด้วยประเด็นปัญหาในพื้นที่ และทำงานอย่างอิสระไม่ยึดติดกับระเบียบของราชการ โดยมีผู้มีบทบาทที่หลากหลายในพื้นที่ ได้แก่ ตัวแทนเยาวชน ชุมชน สถาบันการศึกษา สื่อ องค์กรไม่แสวงหากำไร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อำเภอ และภาคเอกชนในพื้นที่
โดยมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย 3 ด้าน ได้แก่ (1) ด้านกฎหมาย ควรกำหนดความรับผิดและบทลงโทษการคอร์รัปชันให้ชัดเจน พร้อมทบทวนกฎหมายให้ทันต่อสถานการณ์ (2) ด้านสื่อและการมีส่วนร่วมของประชาชน ส่งเสริมเสรีภาพสื่อในการนำเสนอข่าว การแสดงความเห็นโดยไม่ละเมิดหลักสิทธิมนุษยชน และผลักดันให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชน และ (3) ด้านธรรมาภิบาลและความโปร่งใส ทุกหน่วยงานควรยกระดับธรรมาภิบาล ลดความซับซ้อนของกฎหมาย ลดช่องว่างการใช้ดุลยพินิจ และบริหารงานอย่างโปร่งใสเพื่อป้องกันคอร์รัปชันอย่างยั่งยืน
รูปแบบ APA
นิภาพรรณ เจนสันติกุล. (2565). พหุเครือข่ายทางสังคมเพื่อการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันในสังคมไทย: บทบาทและข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อการปฏิบัติ. วารสารสถาบันพระปกเกล้า, 20(1), 192–208.
นิภาพรรณ เจนสันติกุล
หัวข้อ
โมเดลภาคีเครือข่ายในการป้องกันการทุจริตเลือกตั้งท้องถิ่นในประเทศไทย
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จของเครือข่ายป้องกันการทุจริตเลือกตั้งท้องถิ่น คือ ความเข้าใจเเละรู้จักท้องถิ่นของตนเอง และเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินการของ อปท. อย่างต่อเนื่อง
โมเดลทางทฤษฏีเชื่อมโยงดัชนี ITA ในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐและความคิดที่จะออกมาแจ้งเบาะแสการทุจริตในภาครัฐ
งานวิจัยชี้ว่า 3 ปัจจัยที่มีความสำคัญต่อความคิดของบุคคลที่จะออกมาแจ้งเบาะแสในหน่วยงาน ได้เเก่ จริยธรรมขององค์กรที่มีผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานเพื่อสาธารณะ ความสามารถในการตัดสินใจเชิงจริยธรรมของเเต่ละบุคคล และความรู้สึกปลอดภัยในการเเสดงความคิดเห็น
โมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุพฤติกรรมความไม่ทนและความละอายต่อการกระทำการทุจริตของนักศึกษาวิทยาลัยเซนต์หลุยส์
บทความนี้วิเคราะห์โมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของพฤติกรรมไม่ทนและความละอายต่อการทุจริตของนักศึกษา โดยชี้ว่าความตั้งใจมีอิทธิพลโดยตรง พร้อมเสนอบทบาทสถาบันการศึกษาในการเสริมสร้างเจตคติอย่างยั่งยืน


