KRAC Insights I ผลประโยชน์ทับซ้อนในมหาวิทยาลัย: มองให้เห็น จัดการให้ทัน

การทำงานในมหาวิทยาลัยอาศัยความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนหลายกลุ่ม อาจารย์ดูแลนักศึกษาและยังติดต่อกับศิษย์เก่า นักวิจัยร่วมงานกับคนในแวดวงวิชาการและประสานกับแหล่งทุน ผู้บริหารตัดสินใจเรื่องงบประมาณและทรัพยากรของหน่วยงาน

 

ขณะที่เจ้าหน้าที่ต้องติดต่อกับคู่สัญญาและผู้ให้บริการอยู่เสมอ ความสัมพันธ์เหล่านี้เป็นเรื่องปกติและจำเป็นต่อการเรียนการสอน การวิจัย และการบริการวิชาการ อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงอาจเกิดขึ้นเมื่อบุคคลเดียวกันมีหลายบทบาท หรือมีอำนาจตัดสินใจในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับตนเองหรือคนใกล้ชิด จนทำให้ผู้อื่นเริ่มตั้งคำถามต่อความเป็นกลางของกระบวนการ 

 

สถานการณ์ที่ควรระวังจึงมักเริ่มจากเรื่องใกล้ตัว เช่น กรรมการสอบมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับนักศึกษา นักวิจัยรับทุนจากบริษัทที่อาจได้ประโยชน์จากผลการศึกษา เจ้าหน้าที่จัดซื้อรู้จักกับผู้เสนอราคา หรือผู้บริหารร่วมอนุมัติโครงการให้หน่วยงานที่ตนกำกับดูแล 

 

อย่างไรก็ดี ความสัมพันธ์เหล่านี้ยังไม่อาจสรุปว่าผู้เกี่ยวข้องตัดสินใจอย่างลำเอียง สิ่งที่ต้องพิจารณาต่อคือ ความสัมพันธ์หรือผลประโยชน์นั้นเกี่ยวข้องกับเรื่องที่กำลังตัดสินใจเพียงใด บุคคลดังกล่าวมีอำนาจต่อผลลัพธ์ในขั้นใด และหากผู้ที่รับรู้ข้อเท็จจริงทั้งหมดมองเข้ามา จะยังเชื่อมั่นในความเป็นกลางของกระบวนการหรือไม่ 

ผลประโยชน์ทับซ้อนเริ่มตรงไหน

องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) อธิบายว่า ผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest: COI) คือความขัดกันระหว่างหน้าที่สาธารณะกับผลประโยชน์ส่วนตัว ซึ่งผลประโยชน์นั้นอาจเข้ามามีอิทธิพลโดยมิชอบต่อการปฏิบัติหน้าที่ (OECD, 2004) แม้นิยามนี้วางอยู่บนบริบทของภาครัฐ แต่แก่นของแนวคิดสามารถนำมาใช้พิจารณาการทำงานของมหาวิทยาลัยได้ ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐหรือเอกชน เพราะผู้ปฏิบัติงานต่างมีหน้าที่ต่อมหาวิทยาลัย นักศึกษา ผู้เข้าร่วมการวิจัย ผู้ให้ทุน มาตรฐานวิชาการ และสังคม 

 

คำว่า “ผลประโยชน์ส่วนตัว” มีความหมายกว้างกว่าเงินหรือทรัพย์สินที่ได้รับโดยตรง อาจเป็นหุ้น ของขวัญ รายได้จากงานภายนอก ความสัมพันธ์ทางครอบครัวหรือวิชาชีพ ชื่อเสียง โอกาสก้าวหน้า ตลอดจนประโยชน์ของคณะ ศูนย์วิจัย หรือกลุ่มที่บุคคลผูกพันอยู่ การอยากรักษาความสัมพันธ์กับแหล่งทุนหรือดูแลชื่อเสียงของหน่วยงานเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ในการทำงานทั่วไป ความเสี่ยงจะชัดขึ้นเมื่อผู้ที่มีผลประโยชน์ดังกล่าวสามารถกำหนดเกณฑ์ เข้าถึงข้อมูล ให้คะแนน อนุมัติ หรือตรวจสอบผลในเรื่องเดียวกัน 

 

การประเมินเบื้องต้นจึงควรเริ่มจากคำถามสามข้อ ได้แก่ มีผลประโยชน์หรือความสัมพันธ์ใดเข้ามาเกี่ยวข้อง บุคคลนั้นมีอำนาจต่อการตัดสินใจมากน้อยเพียงใด และความเกี่ยวข้องดังกล่าวอาจกระทบการใช้ดุลพินิจหรือทำให้ผู้อื่นสงสัยในความเป็นกลางหรือไม่ ทั้งนี้ การรู้จักหรือเคยร่วมงานกันไม่ได้ทำให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อนโดยอัตโนมัติ แต่ความสัมพันธ์นั้นต้องเกี่ยวข้องกับหน้าที่หรือเรื่องที่บุคคลกำลังพิจารณาด้วย 

 

OECD จำแนกผลประโยชน์ทับซ้อนออกเป็นสามลักษณะ ลักษณะแรกคือ ผลประโยชน์ทับซ้อนที่เกิดขึ้นจริง (Actual Conflict of Interest) เมื่อผลประโยชน์ส่วนตัวขัดกับหน้าที่ในปัจจุบัน เช่น กรรมการจัดซื้อร่วมพิจารณาบริษัทของญาติ ลักษณะที่สองคือ ผลประโยชน์ทับซ้อนที่อาจเกิดขึ้น (Potential Conflict of Interest) ซึ่งความขัดกันยังไม่เกิดในขณะนั้น แต่มีแนวโน้มจะเกิดหากบุคคลรับบทบาทบางอย่างในอนาคต ส่วนลักษณะที่สามคือ ผลประโยชน์ทับซ้อนที่ปรากฏในสายตาผู้อื่น (Apparent Conflict of Interest) เมื่อข้อเท็จจริงที่ปรากฏทำให้บุคคลภายนอกมีเหตุอันควรสงสัยว่าผลประโยชน์ส่วนตัวอาจมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ แม้เจ้าตัวจะเชื่อว่าตนวางตัวเป็นกลางก็ตาม 

 

จุดสำคัญอยู่ที่ การเข้าข่ายผลประโยชน์ทับซ้อนยังไม่เท่ากับการกระทำผิด แต่เป็นสถานการณ์เสี่ยงที่ควรเปิดเผยและจัดการก่อนจะกระทบต่อการตัดสินใจ หากผลประโยชน์ส่วนตัวได้บิดเบือนการปฏิบัติหน้าที่แล้ว กรณีนั้นอาจพัฒนาไปสู่การประพฤติมิชอบ การใช้อำนาจโดยมิชอบ หรือการทุจริต ทั้งนี้ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น การแยกสถานการณ์เสี่ยงออกจากการกระทำผิดให้ชัด ช่วยให้มหาวิทยาลัยป้องกันปัญหาได้ตั้งแต่ต้น และทำให้ผู้ที่เปิดเผยความสัมพันธ์โดยสุจริตไม่ถูกมองว่าได้กระทำผิดไปแล้ว 

ทำไมมหาวิทยาลัยถึงต้องระวังเป็นพิเศษ

งานวิชาการต้องอาศัยทั้งเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญและดุลพินิจ ซึ่งในบางสาขามีผู้เชี่ยวชาญจำนวนจำกัด ดังนั้น กรรมการประเมินทุน ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้สอบวิทยานิพนธ์ หรือผู้พิจารณาตำแหน่งทางวิชาการจึงอาจเคยร่วมงานหรืออยู่ในเครือข่ายเดียวกับผู้ถูกประเมิน ขณะเดียวกัน การให้คะแนน การทบทวนบทความ และการประเมินผลงานก็ต้องอาศัยการประเมินเชิงคุณภาพนอกเหนือจากเกณฑ์เชิงปริมาณร่วมด้วย มหาวิทยาลัยจึงต้องกำหนดให้ชัดว่า ความสัมพันธ์ลักษณะใดที่เปิดเผยแล้วสามารถทำหน้าที่ต่อได้ กรณีใดควรเพิ่มผู้ประเมิน และเมื่อใดต้องถอนตัว พร้อมบันทึกเหตุผลและเปิดทางให้ทบทวนผลได้ 

 

ความสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์กับนักศึกษายิ่งต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะทั้งสองฝ่ายมีอำนาจต่อรองไม่เท่ากัน อาจารย์มีอิทธิพลต่อคะแนน ความก้าวหน้าของวิทยานิพนธ์ ทุน และจดหมายรับรอง นักศึกษาจึงอาจยอมให้ใช้ข้อมูล ช่วยงานส่วนตัว หรือรับภาระที่ไม่เกี่ยวกับการเรียนเพราะเกรงว่าการปฏิเสธจะกระทบต่อการประเมิน การพิจารณากรณีเหล่านี้ต้องดูทั้งความสมัครใจ สิทธิในข้อมูล ค่าตอบแทน และผลที่อาจเกิดขึ้นหากนักศึกษาปฏิเสธ หากสิทธิของนักศึกษาหรือมาตรฐานจริยธรรมการวิจัยได้รับผลกระทบ ในประเด็นนี้ การแจ้งความสัมพันธ์เพียงอย่างเดียวย่อมไม่เพียงพอ มหาวิทยาลัยอาจต้องเปลี่ยนผู้ประเมินหรือจัดให้มีผู้ดูแลอิสระเข้ามาคุ้มครองสิทธิของนักศึกษาร่วมด้วย 

 

นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยยังทำงานร่วมกับผู้ให้ทุน ผู้บริจาค ภาครัฐ และภาคธุรกิจอย่างกว้างขวางขึ้น เงินทุนเหล่านี้ช่วยเพิ่มโอกาสทางวิชาการ แต่อาจมาพร้อมเงื่อนไขหรือความคาดหวังต่อหัวข้อวิจัย การเผยแพร่ผล การใช้ชื่อมหาวิทยาลัย หรือการตัดสินใจของผู้บริหาร จึงต้องมองผลประโยชน์ทับซ้อนให้พ้นจากระดับบุคคลไปถึง ผลประโยชน์ทับซ้อนระดับสถาบัน ด้วย กล่าวคือ แม้กรรมการแต่ละคนจะไม่ได้รับประโยชน์ส่วนตัว แต่รายได้ ชื่อเสียง หรือความสัมพันธ์ของมหาวิทยาลัยเองอาจกดดันให้กระบวนการตัดสินใจเอนเอียงไปในทางที่เอื้อต่อผู้สนับสนุนได้ 

รูปแบบผลประโยชน์ทับซ้อนที่พบได้จากกรณีศึกษาต่างประเทศ 

ขอยกตัวอย่างกรณีศึกษาจากรายงานของ U4 Anti-Corruption Resource Centre สองเรื่อง ซึ่งช่วยให้เห็นจุดเสี่ยงในภาคการวิจัยและอุดมศึกษาจากคนละด้าน กล่าวคือ การติดตามความเสี่ยงตลอดวงจรทุนวิจัย และปัญหาในระบบวิจัยและสถาบันอุดมศึกษา ตั้งแต่การบริหารมหาวิทยาลัย การจัดสรรทุน ไปจนถึงการประกันคุณภาพ เมื่อนำมาพิจารณาร่วมกัน ประเด็นที่เห็นเด่นชัดคืออิทธิพลของแหล่งทุนต่อความเป็นอิสระของงานวิจัย ความเป็นธรรมในการจัดสรรทรัพยากร และความสัมพันธ์ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งหรือประเมินบุคคล 

 

รายงาน Corruption Risks in Research Funding in Developing Countries ของ Merkle (2017) ชี้ว่า เมื่อผู้ให้ทุนมีส่วนได้เสียต่อผลการศึกษา ความเสี่ยงอาจปรากฏผ่านการกำหนดโจทย์หรือวิธีวิจัย การเลือกข้อมูลที่จะนำเสนอ การชะลอการเผยแพร่ หรือการกดดันไม่ให้เปิดเผยผลที่กระทบต่อผลิตภัณฑ์และชื่อเสียงของผู้สนับสนุน ขณะเดียวกัน นักวิจัยที่คาดหวังทุนหรืองานจากผู้สนับสนุนรายเดิมในอนาคตอาจลังเลที่จะรายงานผลที่ไม่เป็นคุณ หรือเลือกวิธีนำเสนอที่เอื้อต่อข้อสรุปที่ผู้ให้ทุนต้องการ รายงานยังทบทวนหลักฐานที่พบว่า งานวิจัยที่ได้รับทุนจากภาคอุตสาหกรรมมีแนวโน้มสรุปผลไปในทางที่เป็นประโยชน์ต่อผู้สนับสนุน ซึ่งอาจเกิดได้ตั้งแต่การเลือกแบบวิจัยไปจนถึงการรายงานผลด้านลบไม่ครบถ้วน 

 

ข้อสังเกตดังกล่าวไม่ได้หมายความว่า งานวิจัยที่ได้รับทุนจากภาคธุรกิจจะขาดความน่าเชื่อถือทุกกรณี สิ่งที่ต้องตรวจสอบคือ นักวิจัยมีอิสระในการออกแบบการศึกษาและเผยแพร่ผลเพียงใด ผู้ให้ทุนเข้าถึงข้อมูลหรือตรวจต้นฉบับได้ในขอบเขตใด ใช้เวลาทบทวนนานเท่าใด และมีสิทธิชะลอหรือระงับการเผยแพร่หรือไม่ เงื่อนไขเหล่านี้ควรตกลงและบันทึกไว้ตั้งแต่ก่อนรับทุน เพราะเมื่อโครงการดำเนินไปแล้ว นักวิจัยและมหาวิทยาลัยมักมีอำนาจต่อรองน้อยลง 

 

ความเสี่ยงจากทุนไม่ได้อยู่เฉพาะเนื้อหาของงานวิจัยเท่านั้น แต่เกิดได้ตลอดกระบวนการ ตั้งแต่การประกาศรับข้อเสนอ การคัดเลือกโครงการ การจ้างบุคลากร การจัดซื้อ การเบิกจ่าย ไปจนถึงการตรวจสอบ ตัวอย่างที่ควรระวัง ได้แก่ การเผยแพร่ประกาศในวงจำกัด การกำหนดคุณสมบัติให้เอื้อต่อผู้สมัครบางราย หรือการให้ผู้ที่มีความสัมพันธ์กับผู้สมัครร่วมตัดสินใจ สำหรับโครงการเฉพาะทางที่มีผู้ขายอุปกรณ์หรือผู้เชี่ยวชาญจำนวนไม่มาก การกำหนดคุณลักษณะ การเปรียบเทียบราคา และการตรวจรับยิ่งต้องมีผู้ตรวจทานที่เป็นอิสระและมีความรู้เพียงพอ (Merkle, 2017) 

 

อีกด้านหนึ่ง รายงาน Mozambique: Corruption and Anti-corruption within the Research Sector and Higher Education System ของ Maslen (2023) แสดงให้เห็นว่า ความเสี่ยงในมหาวิทยาลัยเชื่อมโยงกับโครงสร้างการบริหารได้อย่างไร รายงานกล่าวถึงการเล่นพรรคเล่นพวกในการแต่งตั้งและเลื่อนตำแหน่ง การแทรกแซงการจัดสรรทุน ความไม่เป็นอิสระของหน่วยงานประกันคุณภาพ ตลอดจนอิทธิพลทางการเมืองหรือธุรกิจต่อกิจการของมหาวิทยาลัย ทั้งยังเสนอให้สถาบันมีนโยบายจริยธรรมและการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน ตรวจสอบที่มาของทุน เสริมความเป็นอิสระของกลไกประกันคุณภาพ และคุ้มครองผู้แจ้งข้อมูล 

 

ผลการศึกษาของ Maslen (2023) จึงช่วยตั้งคำถามต่อจุดตัดสินใจของมหาวิทยาลัยได้ เช่น ผู้ใดมีอำนาจแต่งตั้งหรือประเมินบุคคล แหล่งรายได้มีอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบายหรือไม่ และหน่วยงานที่ตรวจสอบคุณภาพมีความเป็นอิสระจากผู้ที่ถูกตรวจเพียงใด คำถามเหล่านี้ยังช่วยให้เห็นว่าผลประโยชน์ทับซ้อน อาจเกิดในระดับสถาบัน หากคณะ ศูนย์วิจัย หรือมหาวิทยาลัยพึ่งพาทุน เงินบริจาค หรือรายได้จากองค์กรใดมากเป็นพิเศษ จนความสัมพันธ์นั้นอาจกระทบการรับบุคคล การประเมินผลิตภัณฑ์ การเผยแพร่ผลวิจัย หรือการใช้ชื่อมหาวิทยาลัยรับรองโครงการ 

 

อย่างไรก็ดี พบว่าความเสี่ยงหลายกรณีกลับมองเห็นได้ยาก เพราะผู้เกี่ยวข้องมักเชื่อว่าตนสามารถแยกเรื่องส่วนตัวออกจากหน้าที่ได้ รายงาน Behavioural Insights for Public Integrity อธิบายว่า การตัดสินใจด้านความซื่อตรงไม่ได้เกิดจากการชั่งเหตุผลอย่างสมบูรณ์ทุกครั้ง เนื่องจากความใกล้ชิด ความเคยชิน และพฤติกรรมของคนรอบข้างล้วนมีอิทธิพลต่อการประเมินของเรา เราจึงอาจผ่อนปรนให้ตนเองหรือคนใกล้ชิด และมองสิ่งที่ทำต่อกันมานานว่าเป็นเรื่องปกติ (OECD, 2018) ด้วยเหตุนี้ การประเมินผลประโยชน์ทับซ้อน จึงไม่ควรฝากไว้กับความมั่นใจของผู้เกี่ยวข้องเพียงลำพัง แต่ควรมีผู้ตรวจทานหรือหน่วยงานกลางช่วยพิจารณาจากข้อเท็จจริงเดียวกัน 

มหาวิทยาลัยควรจัดการผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างไร

การจัดการที่ได้ผลต้องเริ่มก่อนเกิดปัญหา OECD เสนอให้องค์กรสำรวจงานและจุดตัดสินใจที่เปิดโอกาสให้ผลประโยชน์ส่วนตัวเข้ามามีอิทธิพล แล้วกำหนดหลักปฏิบัติให้เหมาะกับงานแต่ละประเภท (OECD, 2004) สำหรับมหาวิทยาลัย นโยบายจึงควรครอบคลุมงานวิจัยและการรับทุน การเรียนการสอนและประเมินนักศึกษา การแต่งตั้งบุคลากร การจัดซื้อ ของขวัญ การใช้ข้อมูล และงานภายนอก ที่สำคัญ นโยบายต้องตอบคำถามที่ผู้ปฏิบัติงานพบจริงว่า เมื่อใดต้องเปิดเผย ใครเป็นผู้วินิจฉัย ระหว่างรอคำวินิจฉัยยังทำหน้าที่ต่อได้หรือไม่ และกรณีใดต้องจำกัดบทบาทหรือถอนตัว 

 

เมื่อกำหนดกติกาแล้ว มหาวิทยาลัยต้องทำให้การเปิดเผยผลประโยชน์เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนงาน การแจ้งข้อมูลตอนเริ่มรับตำแหน่งและการทบทวนเป็นระยะยังจำเป็น แต่ไม่เพียงพอสำหรับความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนแปลงระหว่างปี จึงควรมี การเปิดเผยตามเหตุการณ์ (event-based disclosure) เพิ่มเติม เช่น ก่อนรับแต่งตั้งเป็นกรรมการ ก่อนพิจารณาทุน เมื่อเริ่มทำงานที่ปรึกษา หรือเมื่อญาติ หุ้นส่วน และองค์กรที่ตนเกี่ยวข้องเข้ามาอยู่ในเรื่องที่รับผิดชอบ โดยแบบแจ้งควรกระชับและถามเฉพาะข้อมูลที่จำเป็นต่อการวินิจฉัย ได้แก่ ลักษณะของผลประโยชน์หรือความสัมพันธ์ บทบาทของผู้แจ้ง และเรื่องที่อาจได้รับผลกระทบ พร้อมระบุให้ชัดว่าใครเป็นผู้รับข้อมูล ข้อมูลจะถูกเก็บรักษาอย่างไร และผู้แจ้งจะได้รับคำตอบภายในเวลาเท่าใด 

 

อย่างไรก็ตาม การเปิดเผยเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของมาตรการป้องกันความเสี่ยง ผู้รับผิดชอบต้องพิจารณาต่อว่า ผลประโยชน์นั้นเกี่ยวข้องกับเรื่องที่กำลังตัดสินใจโดยตรงเพียงใด บุคคลมีอำนาจต่อผลลัพธ์มากน้อยแค่ไหน ความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นมีนัยสำคัญเพียงใด และสถานการณ์มีแนวโน้มเกิดซ้ำหรือไม่ รวมถึงต้องคำนึงถึงสายตาของบุคคลภายนอกที่รับรู้ข้อเท็จจริงอย่างครบถ้วน เพราะข้อสงสัยที่มีเหตุผลต่อความเป็นกลางอาจทำลายความน่าเชื่อถือได้ แม้ยังไม่มีหลักฐานว่าผู้เกี่ยวข้องตัดสินใจอย่างลำเอียง 

 

มาตรการที่เลือกใช้จึงควรได้สัดส่วนกับความเสี่ยง กรณีที่ความเกี่ยวข้องอยู่ในระดับต่ำอาจใช้การเปิดเผย บันทึก และติดตาม หากบุคคลมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจมากขึ้น อาจต้องจำกัดการเข้าถึงข้อมูล เพิ่มผู้ตรวจทาน หรือใช้ผู้ประเมินอิสระ ส่วนกรณีที่ผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ตัดสินใจโดยตรง ควรเปลี่ยนผู้รับผิดชอบหรือให้บุคคลนั้นถอนตัว หากความขัดกันเกิดขึ้นต่อเนื่องจนกระทบหน้าที่หลัก การถอนตัวเป็นครั้งคราวอาจไม่เพียงพอ มหาวิทยาลัยอาจต้องปรับหน้าที่ ยุติงานภายนอก หรือให้ผู้เกี่ยวข้องออกจากบทบาทที่ขัดกัน (OECD, 2004) 

 

การถอนตัว (recusal) ต้องเกิดขึ้นจริงตลอดช่วงที่พิจารณาเรื่องนั้น ไม่ใช่เพียงงดลงคะแนน โดยผู้มีส่วนได้เสียควรงดรับเอกสาร ออกจากการหารือ ไม่ให้คะแนน ไม่ร่วมลงมติ และไม่ลงนาม หากยังเข้าถึงข้อมูลหรือชี้นำการอภิปราย ความเสี่ยงก็จะยังไม่หมดไป ด้วยเหตุนี้ รายงานการประชุมหรือบันทึกการตัดสินใจจึงควรระบุว่าใครเปิดเผยเรื่องใด หน่วยงานวินิจฉัยอย่างไร ใช้มาตรการใด และบุคคลนั้นออกจากกระบวนการในช่วงใด หลักฐานเหล่านี้ช่วยคุ้มครองทั้งผู้เปิดเผย ผู้วินิจฉัย และมหาวิทยาลัยเมื่อต้องตอบข้อสงสัยหรือรับการตรวจสอบภายหลัง 

 

สำหรับงานวิจัย การป้องกันต้องเริ่มตั้งแต่ก่อนรับทุน สัญญาทุนควรกำหนดบทบาทของผู้สนับสนุน สิทธิในการเข้าถึงข้อมูลและตรวจต้นฉบับ ระยะเวลาทบทวน สิทธิของนักวิจัยในการเผยแพร่ผลไม่ว่าผลนั้นจะเป็นคุณหรือไม่เป็นคุณต่อผู้ให้ทุน ตลอดจนวิธีวินิจฉัยเมื่อเกิดข้อขัดแย้ง มหาวิทยาลัยควรตรวจสอบที่มาของทุนและผลประโยชน์ของผู้สนับสนุน กำหนดหลักเกณฑ์การคัดเลือกและจัดซื้อที่ตรวจสอบได้ และติดตามความเสี่ยงตลอดอายุโครงการ ส่วนคณะกรรมการทุน ผู้สอบ และผู้ประเมินควรได้รับรายชื่อกับวาระล่วงหน้า เพื่อให้มีเวลาตรวจสอบความสัมพันธ์ของตน หากมีผู้ถอนตัว ต้องแต่งตั้งผู้ทำหน้าที่แทนและบันทึกการเปลี่ยนแปลงไว้ให้ครบถ้วน (Merkle, 2017; Maslen, 2023) 

 

หลักการในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต (United Nations Convention against Corruption: UNCAC) ซึ่งสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ทำหน้าที่เป็นสำนักเลขาธิการ ช่วยเสริมกรอบดังกล่าวให้ครบขึ้น แม้อนุสัญญาจะกำหนดพันธกรณีแก่รัฐภาคีและไม่ได้ใช้บังคับกับมหาวิทยาลัยทุกแห่งโดยตรง แต่สามารถนำหลักการมาเป็นแนวทางออกแบบระบบได้ ข้อ วรรค ให้ความสำคัญกับระบบที่ส่งเสริมความโปร่งใสและป้องกัน COI ข้อ วรรค กล่าวถึงการเปิดเผยกิจกรรมนอกงาน การจ้างงาน การลงทุน ทรัพย์สิน ของขวัญ หรือประโยชน์ที่อาจก่อให้เกิด COI ส่วนข้อ เน้นการจัดซื้อที่มีความโปร่งใส การแข่งขัน และเกณฑ์ตัดสินใจที่ตรวจสอบได้ ขณะที่ข้อ 33 สนับสนุนให้มีมาตรการคุ้มครองผู้ที่รายงานข้อเท็จจริงโดยสุจริตและมีเหตุอันควรจากการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม (United Nations, 2004) 

 

ในทางปฏิบัติ มหาวิทยาลัยควรแยกช่องทางขอคำปรึกษาออกจากช่องทางร้องเรียน โดยช่องทางแรกมีไว้สำหรับผู้ที่ยังไม่แน่ใจว่าควรเปิดเผย จำกัดบทบาท หรือถอนตัวหรือไม่ เพื่อให้จัดการความเสี่ยงได้ก่อนเกิดผลเสีย ส่วนช่องทางร้องเรียนใช้กับกรณีที่สงสัยว่ามีการปกปิดผลประโยชน์ทับซ้อน การแทรกแซงผลวิจัย การใช้อำนาจโดยมิชอบ หรือการตอบโต้ผู้เปิดเผย โดยที่ผู้แจ้งข้อมูลควรได้รับการรักษาความลับ ได้รับการคุ้มครองจากการตอบโต้ และเข้าถึงกระบวนการตรวจสอบที่เป็นอิสระ ซึ่งการแยกช่องทางดังกล่าว จะช่วยให้ผู้ที่เข้ามาขอคำแนะนำโดยสุจริตไม่ถูกตีตราว่าเป็นผู้กระทำผิด 

 

หลังจากวินิจฉัยและกำหนดมาตรการแล้ว มหาวิทยาลัยยังต้องติดตามว่าผู้เกี่ยวข้องปฏิบัติตามเงื่อนไขหรือไม่ พร้อมเก็บข้อมูลเกี่ยวกับประเภทของเรื่อง มาตรการที่ใช้ ระยะเวลาวินิจฉัย และจุดที่เกิดปัญหาซ้ำ เพื่อนำกลับไปปรับแบบฟอร์ม แนวคำวินิจฉัย สัญญาทุน และการอบรมให้ตรงกับสถานการณ์จริง ทั้งนี้ หากจำนวนการเปิดเผยเพิ่มขึ้นในช่วงแรก ไม่ควรรีบตีความว่ามีการกระทำผิดมากขึ้น เพราะอาจสะท้อนว่าบุคลากรเริ่มเข้าใจและเชื่อมั่นในระบบ ตัวชี้วัดจึงควรรวมถึงความครบถ้วนของข้อมูล ความรวดเร็วในการวินิจฉัย และการปฏิบัติตามมาตรการด้วย ขณะเดียวกัน ผู้ที่จงใจปกปิด ใช้อำนาจแทรกแซง หรือฝ่าฝืนเงื่อนไขซ้ำ ควรได้รับการพิจารณาตามระดับความร้ายแรงของกรณี 

 

ท้ายที่สุด มหาวิทยาลัยย่อมหลีกเลี่ยงความสัมพันธ์ไม่ได้ เพราะการเรียนการสอน การวิจัย และความร่วมมือกับภายนอกล้วนเกิดขึ้นผ่านผู้คนในการทำงานร่วมกัน สิ่งที่มหาวิทยาลัยทำได้คือสร้างระบบให้ทุกคนหยุดคิดก่อนว่ามีความเสี่ยงหรือไม่ เมื่อพบความเสี่ยงควรทำอย่างไรต่อไป เพื่อนำไปสู่การเปิดเผย ขอคำปรึกษา และถอนตัวได้ทันเวลา พร้อมทั้งมีผู้รับผิดชอบและหลักฐานให้ตรวจสอบย้อนหลังได้

 

การจัดการเช่นนี้ช่วยให้ผลประโยชน์ทับซ้อนยังคงเป็นความเสี่ยงที่ควบคุมได้ ก่อนจะลุกลามเป็นความเสียหายต่อบุคลากร งานวิชาการ และความน่าเชื่อถือของสถาบันในระยะยาว 

เอกสารอ้างอิง
รูปแบบ APA
ปีที่แต่ง (พ.ศ.)
2569
ผู้แต่ง
สุภัจจา อังค์สุวรรณ 
หน่วยงานสนับสนุน
05_โลโก้ KRAC
โลโก้คณะเศรษฐศาสตร์ (ภาษาไทย)

หัวข้อ
Related Content

KRAC Insights I ผลประโยชน์ทับซ้อนในมหาวิทยาลัย: มองให้เห็น จัดการให้ทัน

ทำความเข้าใจผลประโยชน์ทับซ้อนในมหาวิทยาลัย จุดเสี่ยงจากงานวิจัย ทุน การประเมิน และการจัดซื้อ พร้อมแนวทางเปิดเผย ถอนตัว และจัดการอย่างเหมาะสม

เปิดข้อมูลใบอนุญาตสถานประกอบการ ‘เพิ่มโปร่งใส’ เพิ่มความปลอดภัยผู้บริโภค

การเปิดและเชื่อมโยงข้อมูลใบอนุญาตสถานประกอบการ ช่วยเพิ่มความโปร่งใส ความปลอดภัย และเปิดทางให้ประชาชนร่วมตรวจสอบการกำกับดูแลของภาครัฐได้อย่างไร

KRAC คัดสรร เล่างานวิจัยไทย | เจ้าหน้าที่รัฐเข้าใจ “ผลประโยชน์ทับซ้อน” ต่ำกว่าครึ่ง ทั้งที่เป็นจุดเริ่มต้นของคอร์รัปชัน

งานวิจัยปี 2561 พบว่าเจ้าหน้าที่ อบจ. ส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจหลัก Conflict of Interest อย่างแท้จริง โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง สะท้อนถึงช่องโหว่สำคัญในระบบราชการที่ต้องเร่งสร้างความรู้และความโปร่งใสอย่างเร่งด่วน

You might also like...

KRAC Extract | มหาวิทยาลัย งานวิจัย และผลประโยชน์: สำรวจอำนาจและช่องโหว่คอร์รัปชันในแวดวงวิชาการ

คอร์รัปชันในมหาวิทยาลัยและงานวิจัยอาจซ่อนอยู่ในขั้นตอนใดบ้าง? KRAC Extract ชวนเจาะลึกจุดเสี่ยงตั้งแต่การรับนักศึกษา การให้คะแนน ไปจนถึงทุนวิจัย พร้อมแนวทางสร้างระบบที่โปร่งใสและตรวจสอบได้

จากมุมมองโลกสู่ไทย ทำอย่างไรให้ ‘วงวิชาการไทย’ โปร่งใสตรวจสอบได้

วงวิชาการไทยจะโปร่งใสได้อย่างไร? ชวนสำรวจการเปิดข้อมูลทุนวิจัย การจัดการผลประโยชน์ทับซ้อน และการสร้างระบบที่ตรวจสอบได้ตั้งแต่การให้ทุนถึงผลงานวิจัย

KRAC Insights I ธรรมาภิบาลดิจิทัล: เทคโนโลยีช่วยป้องกันคอร์รัปชันได้ แต่ไม่อาจแทนที่ความซื่อสัตย์ของคน

AI และข้อมูลเปิดช่วยลดคอร์รัปชันได้จริงแค่ไหน? ชวนสำรวจธรรมาภิบาลดิจิทัล ตั้งแต่การเชื่อมโยงข้อมูล ไปจนถึงบทบาทของคนและระบบที่โปร่งใส