มาตรการในทางกฎหมายเพื่อควบคุมและป้องกันปัญหาการทุจริตเชิงนโยบายในประเทศไทย: แนวทางร่วมมือและช่วยเหลือกันขององค์กรอิสระในการควบคุมและปราบปรามการทุจริตเชิงนโยบายตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560

ศึกษาแนวทางของกฎหมายในการกำหนดมาตรการ และวิธีการร่วมมือขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตเชิงนโยบาย เพื่อเป็นตัวแบบปรับใช้กับไทยต่อไป

งานวิจัยนี้ มีเป้าหมายเพื่อศึกษาแนวทางของกฎหมายในการกำหนดมาตรการ และวิธีการทำงานร่วมมือกันขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตเชิงนโยบายอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล อันจะนำมาเป็นตัวแบบเพื่อปรับใช้กับประเทศไทยต่อไป

โดยมีวัตถุประสงค์ 3 ประการ ได้แก่ (1) เพื่อศึกษาถึงเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 244 มาตรา 245 ประกอบมาตรา 221 เกี่ยวกับการวางระบบการร่วมมือกันทำงานขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ บทบาทหน้าที่อำนาจ และความเชื่อมโยงในการทำงานของแต่ละองค์กร (2) เพื่อศึกษาถึงมาตรการทางกฎหมายในการร่วมมือกันทำงานขององค์กรอิสระ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐในต่างประเทศ ที่ทำหน้าที่ป้องกันและปราบปรามการทุจริตเชิงนโยบาย อันจะนำมาเป็นตัวแบบเพื่อปรับใช้กับประเทศไทย และ (3) เพื่อศึกษาแนวทางของกฎหมายในการกำหนดมาตรการ และวิธีการทำงานร่วมมือกันขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตเชิงนโยบายอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล

สรุปประเด็นจากงานวิจัย

  • ผลจากการศึกษา ชี้ว่าการทุจริตเชิงนโยบายมักเกี่ยวข้องและส่งผลกระทบต่องบประมาณ หรือสถานะทางการเงินการคลังของประเทศ โดยจากการศึกษากลไกเกี่ยวกับการพิจารณาจัดทำและอนุมัติงบประมาณในปัจจุบัน พบว่ามีเพียงกลไกเชิงป้องกันตามมาตรา 144 เท่านั้ัน ที่เกี่ยวกับข้อห้ามในการแปรญัตติของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา คณะกรรมาธิการของสภา นอกนั้น จะเป็นการกำหนดกรอบกว้าง ๆ สำหรับการจัดทำ และพิจารณาอนุมัติงบประมาณ แต่ยังไม่พบกลไกในการตรวจสอบที่ชัดเจน
  • ผลจากการศึกษา ชี้ว่าการหาเสียงในการเลือกตั้งทั่วไป พรรคการเมืองมีหน้าที่ต้องนำเสนอนโยบาย และแหล่งเงินของนโยบายต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งกลไกนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อให้พรรคการเมืองมีความรับผิดชอบทางการเงินการคลังมากยิ่งขึ้น เเต่ในทางปฏิบัติ พบว่าหลายพรรคการเมืองยังคงเสนอแหล่งเงินไม่ชัดเจน เเละไม่ได้นำเสนอไว้ รวมถึงไม่พบกลไกรองรับเรื่องดังกล่าวในการพิจารณาจัดทำ และอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี
  • ผลจากการศึกษา นำเสนอตัวอย่างของประเทศออสเตรเลีย แคนาดา และเนเธอร์แลนด์ พบว่าแต่ละประเทศมีหน่วยงานรับผิดชอบชัดเจน มีกฎหมายรองรับภารกิจ เพื่อให้ดำเนินงานอย่างเป็นอิสระ รวมถึงมีข้อมูล ทรัพยากรบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญ และมีงบประมาณสนับสนุนการดำเนินงานด้วย ทำให้เกิดความน่าเชื่อถือและได้รับการยอมรับในวงกว้างในการทำหน้าที่ที่มีความอ่อนไหวในทางการเมือง
  • ผลจากการศึกษา ชี้ว่าในขณะที่สถานการณ์ของประเทศไทย มีความแตกต่างจากกรณีศึกษา เนื่องจากองค์กรที่มีประสบการณ์ มีความสามารถในการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ ล้วนแต่อยู่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายบริหาร ด้วยเหตุนี้ จึงเห็นว่าในเบื้องต้น ประเทศไทยต้องใช้แนวคิดความร่วมมือป้องการทุจริตในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมาเป็นรากฐานสำหรับการสร้างกลไกการวิเคราะห์ประเมินนโยบายพรรคการเมืองไปก่อนระยะหนึ่ง เมื่อกลไกเหล่านี้เริ่มพิสูจน์ให้เห็นประโยชน์ ค่อยพัฒนาไปสู่การจัดสร้างกลไกตามปกติในระยะต่อไป
  • ผลจากการศึกษา สรุปได้ว่าแม้ว่ากลไกที่มีอยู่ในระบบปัจจุบัน จะทำหน้าที่ในเชิงการร่วมมือในงานด้านการตรวจสอบ ปราบปราม และเเก้ไข แต่กลไกที่ปรากฏขึ้นเป็นบทบัญญัติ ไม่ว่าในกฎหมายรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ยังไม่เพียงพอต่อการดำเนินการให้เกิดความร่วมมือเป็นจริงเป็นจังได้ เพราะต้องอาศัยบทบาทขององค์กรอิสระในการกำหนดรายละเอียดของกลไกความร่วมมือผ่านกฎหมายแม่บท หรือกฎหมายลำดับรอง รวมถึงบันทึกความเข้าใจร่วมกัน (MOU) ระหว่างหน่วยงาน เพื่อให้เกิดกลไกที่บังคับใช้ได้จริง
เอกสารอ้างอิง
รูปแบบ APA

อุดม รัฐอมฤต, กิตติพงศ์ กมลธรรมวงศ์, วีรวัฒน์ จันทโชติ, และ วีรศักดิ์ แสงสารพันธ์. (2560). มาตรการในทางกฎหมายเพื่อควบคุมและป้องกันปัญหาการทุจริตเชิงนโยบายในประเทศไทย: แนวทางร่วมมือและช่วยเหลือกันขององค์กรอิสระในการควบคุมและปราบปรามการทุจริตเชิงนโยบายตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560. สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.).

ปีที่แต่ง (พ.ศ.)
2560
ผู้แต่ง
  • อุดม รัฐอมฤต
  • กิตติพงศ์ กมลธรรมวงศ์
  • วีรวัฒน์ จันทโชติ
  • วีระศักดิ์ แสงสารพันธ์
หน่วยงาน
หัวข้อ
Related Content

โมเดลภาคีเครือข่ายในการป้องกันการทุจริตเลือกตั้งท้องถิ่นในประเทศไทย

ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จของเครือข่ายป้องกันการทุจริตเลือกตั้งท้องถิ่น คือ ความเข้าใจเเละรู้จักท้องถิ่นของตนเอง และเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินการของ อปท. อย่างต่อเนื่อง

โครงการเฝ้าระวังและป้องกันการทุจริตจากนโยบายและโครงการของรัฐ

ทำความเข้าใจรูปแบบ คุณลักษณะ และวิธีการดำเนินนโยบาย มาตรการ หรือโครงการของรัฐเพื่อหาวิธีการเฝ้าระวังและป้องกันการทุจริต

โครงการศึกษาเรื่องการแสวงหาผลประโยชน์จากการอนุญาตโดยใช้อำนาจรัฐ

ศึกษาการตรวจสอบดุลพินิจของฝ่ายปกครองในการออกใบอนุญาต และศึกษากฎหมายต่างประเทศเพื่อเสนอแนะมาตรการทางกฎหมายในการป้องกันการแสวงหาผลประโยชน์จากการอนุญาตโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ

You might also like...

KRAC Insights I เจาะลึกผลคะแนนดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชัน (CPI) ของไทย ปี 2025

คะแนนทุจริตไทยตกหนัก เหลือ 33 คะแนน (อันดับ 116 ของโลก) ต่ำสุดในรอบ 20 ปี ร่วงมาอยู่อันดับ 8 ของอาเซียน แพ้ลาว ทั้งนี้ค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 42 คะแนน นั่นหมายความว่าไทยอยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยนั่นเอง

KRAC Extract | ประชาธิปไตยไม่ใช่แค่ได้เลือก: บทเรียนจากความสัมพันธ์ระหว่างการเลือกตั้งและคอร์รัปชัน

KRAC Extract ชวนเจาะลึกความสัมพันธ์ระหว่าง “ความสุจริตของการเลือกตั้ง” กับ “คอร์รัปชัน” ที่ซับซ้อนกว่าที่คิด พร้อมบทเรียนสำคัญว่าทำไมการเลือกตั้งต้องมาพร้อมสถาบันเข้มแข็งและกลไกตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ

KRAC Insights I การต่อต้านคอร์รัปชันปี 2026: บทเรียนจากความสำเร็จ ความล้มเหลว และความท้าทายในอนาคต

ร่วมทบทวนพื้นฐานของทฤษฎีการศึกษาคอร์รัปชัน และถอดบทเรียนจากประสบการณ์การต่อต้านคอร์รัปชันของสหรัฐอเมริกา โดยศาสตราจารย์ Matthew C. Stephenson จาก Harvard Law School