การออกแบบกระบวนการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันอย่างมีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผล จำเป็นจะต้องเข้าใจปัญหาอย่างลึกซึ้งจากมุมมองที่หลากหลาย และบริบทรอบด้านที่เป็นทั้งปัจจัยสนับสนุนและอุปสรรคต่อการแก้ไขปัญหานี้
คอร์รัปชันเป็นปัญหาที่มีความซับซ้อนสูงและเปลี่ยนรูปแบบไปตามบริบทพื้นที่ การออกแบบกระบวนการแก้ไขปัญหาจึงต้องอาศัยความเข้าใจเชิงลึกทั้งด้านโครงสร้าง ระบบ และพฤติกรรมของผู้เกี่ยวข้อง
ด้วยเหตุนี้ การใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research) เพื่อให้นักวิจัยท้องถิ่นเเละประชาชนในพื้นที่เรียนรู้การคอร์รัปชันจากสถานการณ์จริง ทดลองแนวทางแก้ปัญหาใหม่ ๆ ในพื้นที่ และนำผลลัพธ์กลับมาพัฒนาความรู้เชิงวิชาการอย่างต่อเนื่องจึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยองค์ความรู้ที่พัฒนาจากภาคสนามนี้ สามารถส่งต่อให้หน่วยงานต่อต้านคอร์รัปชันนำไปขับเคลื่อน พร้อมเผยแพร่สู่สาธารณะ เพื่อเสริมพลังพลเมืองตื่นรู้และขยายผลกระทบทางสังคมอย่างยั่งยืน
งานวิจัยเรื่องนี้ จึงมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมศักยภาพการทำงานของนักวิจัยภายใต้เครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชันโดยเฉพาะทีมนักวิจัยพื้นที่ 5 จังหวัด ได้เเก่ น่าน แม่ฮ่องสอน นครราชสีมา สงขลา และกรุงเทพมหานครในการออกแบบกลไกเฝ้าระวังการคอร์รัปชันร่วมกับประชาชนในพื้นที่ รวมถึงถอดบทเรียนเพื่อสร้างองค์ความรู้ในการวิจัยด้านการต่อต้านคอร์รัปชันอย่างมีส่วนร่วมที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในบริบทพื้นที่อื่น ๆ ของประเทศไทยได้
สรุปประเด็นสำคัญจากงานวิจัย
- งานวิจัยเรื่องนี้ ได้วิเคราะห์และถอดบทเรียนการต่อต้านคอร์รัปชันของทั้ง 3 พื้นที่ ได้แก่ กรุงเทพฯ น่าน และนครราชสีมา พบว่าปัญหาคอร์รัปชันในแต่ละพื้นที่ เป็นปัญหาที่มีความซับซ้อนสูงมาก และมีรูปแบบที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละบริบท การออกแบบกระบวนการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันอย่างมีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผล จำเป็นจะต้องเข้าใจปัญหาอย่างลึกซึ้ง เข้าใจความแตกต่างของปัญหาจากมุมมองที่หลากหลาย และเข้าใจบริบทรอบด้านที่เป็นทั้งปัจจัยสนับสนุนและอุปสรรคต่อการแก้ไขปัญหานี้ เพื่อให้ทราบถึงจุดแข็งและจุดอ่อนที่สามารถนำไปเสริมพลัง (empowerment) ของคนในพื้นที่ต่อการพัฒนากลไกและเครื่องมือต่าง ๆ เพื่อขับเคลื่อนกลไกเฝ้าระวังการคอร์รัปชันในพื้นที่อย่างยั่งยืน
- งานวิจัยเรื่องนี้ ระบุว่าการริเริ่มต่อต้านคอร์รัปชันและการส่งเสริมธรรมาภิบาล ควรเริ่มจากการวิเคราะห์บริบทของแต่ละพื้นที่ เพื่อนำไปสู่การสร้างกลไกและส่งเสริมหลักธรรมาภิบาลที่ตอบโจทย์ความต้องการของคนในพื้นที่ โดยปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อบริบทของแต่ละพื้นที่จากการศึกษา มีอยู่ด้วยกัน 3 ด้าน ได้เเก่
- ปัจจัยเชิงสถาบันโครงสร้าง
- ความสัมพันธ์ทั้งภายในและภายนอกชุมชน ระหว่างชุมชน และบุคคลภายนอก
- บรรทัดฐานทางสังคมและบรรทัดฐานส่วนบุคคล
ซึ่งปัจจัยทั้ง 3 ด้านนี้ ส่งผลต่อศักยภาพในการขับเคลื่อนงานในพื้นที่ โดยเฉพาะรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนในพื้นที่ด้วยกันเอง และระหว่างหน่วยงานรัฐท้องถิ่นที่ใกล้ชิดกับประชาชน พบว่ารูปแบบของชุมชนชนบท ความสัมพันธ์ระหว่างชาวบ้านมีความสนิทสนมกัน แต่มีระยะห่างเชิงอำนาจกับหน่วยงานภาครัฐกว้างมาก ซึ่งแตกต่างจากชุมชนเมือง ที่มีความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในชุมชนต่ำ มีความขัดแย้งสูง ส่งผลให้การออกแบบแนวทางการมีส่วนร่วมต่อต้านคอร์รัปชัน ต้องมีความแตกต่างกันไปตามศักยภาพ และข้อจำกัดของพื้นที่
สรุปข้อเสนอเเนะจากงานวิจัย
- งานวิจัยเรื่องนี้ ได้วิเคราะห์หาปัจจัยส่งเสริมและอุปสรรคต่อการสร้างเสริมธรรมาภิบาล โดยพบว่าการส่งเสริมหลักธรรมาภิบาลที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลนั้น ไม่จำเป็นต้องริเริ่มโดยครอบคลุมหลักธรรมาภิบาลทุกข้อ หากแต่สามารถริเริ่มแนวทางปฏิบัติแค่บางข้อที่มีความเหมาะสมกับบริบทด้านต่าง ๆ ของพื้นที่ เพื่อสามารถต่อยอดไปหลักธรรมาภิบาลข้ออื่น ๆ ได้
- การส่งเสริมธรรมาภิบาลต้องเริ่มจากการส่งเสริมธรรมาภิบาลที่ตอบโจทย์ปัญหาคอร์รัปชันในแต่ละบริบทพื้นที่ เช่น ชุมชนเมือง ชุมชนชนบท เป็นต้น ซึ่งอาจเป็นการส่งเสริมหลักธรรมาภิบาลแค่บางข้อที่ช่วยลดข้อจำกัด และเสริมสร้างศักยภาพได้ เช่น หลักการมีส่วนร่วม หลักการตรวจสอบ และเมื่อหลักธรรมาภิบาลข้อดังกล่าวมีความเข้มแข็งดีเเล้ว การส่งเสริมให้เกิดหลักธรรมาภิบาลข้ออื่น ๆ ก็จะทำได้ง่ายขึ้น แล้วจึงขยายไปสู่การส่งเสริมธรรมาภิบาล และการต่อต้านคอร์รัปชันที่กว้างออกไป
ต่อภัสสร์ ยมนาค, สุภัจจา อังค์สุวรรณ, เฟื่องวิชญ์ สุวรรณเนตร, เจริญ สู้ทุกทิศ, ธิดาภรณ์ แป๊ะสมัน, สุภอรรถ โบสุวรรณ, นันท์วดี แดงอรุณ, จรัสศรี พะลายะสุต, และพัชรี ตรีพรม. (2563). โครงการประสานงานวิจัยและส่งเสริมศักยภาพเครือข่ายเพื่อสังคมไทยไร้คอร์รัปชัน: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์. สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.).
- ต่อภัสสร์ ยมนาค
- สุภัจจา อังค์สุวรรณ
- เฟื่องวิชญ์ สุวรรณเนตร
- เจริญ สู้ทุกทิศ
- ธิดาภรณ์ แป๊ะสมัน
โครงการสำรวจการรับรู้และความเข้าใจด้านการขัดกันแห่งผลประโยชน์ของเจ้าหน้าที่รัฐในองค์การบริหารส่วนจังหวัดของประเทศไทย
ศึกษาและสํารวจข้อมูลระดับการรับรู้ของเจ้าหนาที่รัฐในองค์การบริหารส่วนจังหวัดที่มีต่อความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับความขัดแย้งแห่งผลประโยชน์ เพื่อลดพฤติกรรมความขัดแย้งแห่งผลประโยชน์ในอนาคต
โครงการวิจัยและประสานงานเพื่อสังคมไทยไร้คอร์รัปชัน
เพื่อออกแบบงานวิจัยสำหรับแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันบนฐานการมีส่วนร่วมของประชาชนและภาคส่วนต่าง ๆ รวมถึงพัฒนาระบบและเครื่องมือใหม่ในการป้องกันและลดคอร์รัปชันในระดับพื้นที่
โครงการวิจัยเพื่อสังคมไทยไร้คอร์รัปชัน ระยะที่ 2
จัดทำข้อเสนอเพื่อเสริมพลังการมีส่วนร่วมของประชาชนในการต่อต้านคอร์รัปชัน ผ่านงานวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (PAR) และกระบวนการ Design Thinking เพื่อเข้าใจปัญหาจากมุมมองประชาชนและพัฒนานวัตกรรมแก้ไขที่ใช้ได้จริง


