การศึกษาบทบาทของภาคประชาสังคมในการเสริมสร้างความมั่นคงทางสังคมและการพัฒนาประชาธิปไตย

แนวทางพัฒนาภาคประชาสังคมในการต่อต้านคอร์รัปชัน ได้แก่ การเป็นอิสระจากฝ่ายการเมือง การมีนโยบายสนับสนุนที่ชัดเจนและต่อเนื่องจากรัฐบาล การรับรองสถานะเครือข่ายโดยหน่วยงานรัฐ การสนับสนุนด้านงบประมาณ และการศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการทำงาน

 

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อถอดบทเรียนและนำเสนอแนวทางที่เหมาะสมในการพัฒนาบทบาทและการดำเนินงานของภาคประชาสังคมเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางสังคมและการพัฒนาประชาธิปไตยขององค์กรด้านการต่อต้านการทุจริตและส่งเสริมสังคมธรรมาภิบาลองค์กร

 

โดยใช้วิธีการเชิงคุณภาพด้วยการทบทวนวรรณกรรม และการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้นำและผู้เกี่ยวข้องหลักที่ทำงานในองค์กรกรณีศึกษา ได้แก่ มูลนิธิประเทศไทยใสสะอาด เครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน และองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) จำนวน 14 คน การสนทนากลุ่มผู้ที่เข้าร่วมหรือได้รับประโยชน์จากการดำเนินงานขององค์กรกรณีศึกษา จำนวน 17 คน

 

ผลการศึกษา พบว่า ปัจจัยที่เป็นอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาบทบาทและการดำเนินงานของภาคประชาสังคม คือ การขาดความเข้าใจและความตระหนักรู้ของประชาชนทั่วไปเกี่ยวกับผลกระทบของการคอร์รัปชันต่อตนเอง ส่งผลให้ประชาชนทั่วไปมีส่วนร่วมในการต่อต้านคอร์รัปชันไม่มากนัก และอุปสรรคจากการมีทรัพยากรที่จำกัด โดยเฉพาะด้านบุคลากรที่มีความพร้อมในการทำงานด้านการต่อต้านคอร์รัปชัน

 

แนวทางการพัฒนาบทบาทและการดำเนินงานของภาคประชาสังคมที่เหมาะสม คือ การกำหนดเจตจำนงในการทำงานร่วมกันว่าต้องไม่ยุ่งเกี่ยวกับฝ่ายการเมือง การมีนโยบายสนับสนุนการต่อต้านคอร์รัปชันที่ชัดเจนและต่อเนื่องจากรัฐบาล ควรมีการออกใบรับรองสถานะการเป็นเครือข่ายองค์กรด้านการต่อต้านการทุจริตและส่งเสริมสังคมธรรมาภิบาลโดยหน่วยงานรัฐ ควรต้องมีรูปแบบการสนับสนุนงบประมาณที่เป็นอิสระจากฝ่ายการเมือง และควรมีการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อพัฒนาและปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืน

เอกสารอ้างอิง

รูปแบบ APA

เลิศพร อุดมพงษ์. (2566). การศึกษาบทบาทของภาคประชาสังคมในการเสริมสร้างความมั่นคงทางสังคมและ การพัฒนาประชาธิปไตย: กรณีองค์กรด้านการต่อต้านการทุจริตและส่งเสริมสังคมธรรมาภิบาล. วารสารสถาบันพระปกเกล้า, 21(1), 128–149.

ปีที่แต่ง (พ.ศ.)
2566
ผู้แต่ง

เลิศพร อุดมพงษ์

วารสารที่ตีพิมพ์

หัวข้อ
Related Content

โมเดลภาคีเครือข่ายในการป้องกันการทุจริตเลือกตั้งท้องถิ่นในประเทศไทย

ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จของเครือข่ายป้องกันการทุจริตเลือกตั้งท้องถิ่น คือ ความเข้าใจเเละรู้จักท้องถิ่นของตนเอง และเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินการของ อปท. อย่างต่อเนื่อง

โมเดลทางทฤษฏีเชื่อมโยงดัชนี ITA ในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐและความคิดที่จะออกมาแจ้งเบาะแสการทุจริตในภาครัฐ

งานวิจัยชี้ว่า 3 ปัจจัยที่มีความสำคัญต่อความคิดของบุคคลที่จะออกมาแจ้งเบาะแสในหน่วยงาน ได้เเก่ จริยธรรมขององค์กรที่มีผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานเพื่อสาธารณะ ความสามารถในการตัดสินใจเชิงจริยธรรมของเเต่ละบุคคล และความรู้สึกปลอดภัยในการเเสดงความคิดเห็น

โมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุพฤติกรรมความไม่ทนและความละอายต่อการกระทำการทุจริตของนักศึกษาวิทยาลัยเซนต์หลุยส์

บทความนี้วิเคราะห์โมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของพฤติกรรมไม่ทนและความละอายต่อการทุจริตของนักศึกษา โดยชี้ว่าความตั้งใจมีอิทธิพลโดยตรง พร้อมเสนอบทบาทสถาบันการศึกษาในการเสริมสร้างเจตคติอย่างยั่งยืน

You might also like...

เปิดบัญชีทรัพย์สิน ‘นักการเมือง’ ต้องเปิดทันที ประชาชนตรวจสอบได้

กรุงเทพธุรกิจ x KRAC ชี้ “ผลการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สิน” เป็นเพียงข้อสรุป แต่ “บัญชีทรัพย์สิน” คือข้อมูลต้นทางที่จำเป็นต่อการตรวจสอบโดยประชาชนและสื่อมวลชน

KRAC Insights I การประเมินความเสี่ยงการคอร์รัปชันในกฎหมาย

กฎหมายต่อต้านคอร์รัปชันที่เรามี ดีพอแล้วหรือไม่? หรือยังมีช่องว่างที่เราอาจมองไม่เห็น…KRAC ชวนทำความรู้จัก CRAT เครื่องมือประเมินความเสี่ยงคอร์รัปชันของกฎหมาย ภายใต้หลักสูตรกฎหมายและมาตรการว่าด้วยการต่อต้านคอร์รัปชันชิงปฏิบัติการ

KRAC Extract | ถ้าคนตัดสินไม่เป็นกลาง ความยุติธรรมก็ไม่เป็นธรรม: บทเรียนจากกระบวนการคัดเลือกผู้พิพากษา

KRAC Extract ชวนสำรวจ จุดเริ่มต้นของความยุติธรรมผ่านกระบวนการคัดเลือกผู้พิพากษา แล้วจะออกแบบระบบ อย่างไรให้ศาลเป็นอิสระ แต่ยังตรวจสอบได้?