แนวทางในการพัฒนาการต่อต้านคอร์รัปชันของไทยจากกรณีศึกษาของประเทศญี่ปุ่น พบว่า ประเทศไทยควรส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการติดตามและตรวจสอบการทำงานของภาครัฐ รวมถึงการมีศูนย์เฝ้าระวังที่เชื่อมโยงข้อมูลและประสานงานระหว่างภาครัฐและภาคประชาชน
ประเทศญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในประเทศที่สามารถการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันได้อย่างมีประสิทธิภาพ สะท้อนจากดัชนีชี้ภาพลักษณ์คอร์รัปชันโลกประจำปี พ.ศ. 2559 ของประเทศญี่ปุ่นที่อยู่ในอันดับที่ 20 จากประเทศและดินแดนที่ได้รับการประเมินทั้งหมด 168 แห่ง ดังนั้นการศึกษาครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาท หน้าที่ กลไกและกฎหมายที่เกี่ยวข้องขององค์การต่อต้านและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันของประเทศญี่ปุ่น และเพื่อเป็นแนวทางให้กับหน่วยงานภาครัฐในกรณีของประเทศไทย
โดยใช้วิธีการศึกษาเชิงคุณภาพ ด้วยการทบทวนเอกสารทางด้านกฎหมาย กระบวนการทำงานของศาล อัยการ และตำรวจ รวมไปถึงเครือข่ายประชาสังคมและการสัมภาษณ์เชิงลึกจากนักวิชาการและอัยการ แล้วจึงทำการจัดหมวดหมู่ของข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล โดยอาศัยการตีความและสร้างข้อสรุป
ผลการศึกษา พบว่า องค์การต่อต้านและปราบปรามการทุจริตในญี่ปุ่นแบ่งออกเป็นสองภาคส่วน คือ หน่วยงานรัฐและภาคประชาสังคม โดยหน่วยงานภาครัฐ มีการทำงานร่วมกันระหว่างหลายหน่วยงานเพื่อดำเนินการการต่อต้านและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน ขณะที่ภาคประชาสังคมมีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบติดตามการทำงานของภาครัฐทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ และประสานกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องในการปราบปรามทุจริตคอร์รัปชัน
จากกรณีศึกษาของประเทศญี่ปุ่นในการแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน พบว่า ประเทศไทยควรพิจารณานำแนวทางของประเทศญี่ปุ่นมาปรับใช้ ด้วยการส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันระหว่างรัฐกับประชาชน โดยเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบและติดตามการทำงานของหน่วยงานภาครัฐในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ รวมถึงการมีศูนย์เฝ้าระวังที่เชื่อมโยงข้อมูลและประสานการทำงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคประชาชน
รูปแบบ APA
นนท์ น้าประทานสุข. (2564). บทบาท หน้าที่และกลไกขององค์การภาครัฐและภาคประชาสังคมต่อการต่อต้านและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันของประเทศญี่ปุ่น. วารสารผู้ตรวจการแผ่นดิน, 11(2), 83–111.
นนท์ น้าประทานสุข
หัวข้อ
โมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุพฤติกรรมความไม่ทนและความละอายต่อการกระทำการทุจริตของนักศึกษาวิทยาลัยเซนต์หลุยส์
บทความนี้วิเคราะห์โมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของพฤติกรรมไม่ทนและความละอายต่อการทุจริตของนักศึกษา โดยชี้ว่าความตั้งใจมีอิทธิพลโดยตรง พร้อมเสนอบทบาทสถาบันการศึกษาในการเสริมสร้างเจตคติอย่างยั่งยืน
โครงการวิจัยและประสานงานเพื่อสังคมไทยไร้คอร์รัปชัน
เพื่อออกแบบงานวิจัยสำหรับแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันบนฐานการมีส่วนร่วมของประชาชนและภาคส่วนต่าง ๆ รวมถึงพัฒนาระบบและเครื่องมือใหม่ในการป้องกันและลดคอร์รัปชันในระดับพื้นที่
โครงการวิจัยเพื่อสังคมไทยไร้คอร์รัปชัน ระยะที่ 2
จัดทำข้อเสนอเพื่อเสริมพลังการมีส่วนร่วมของประชาชนในการต่อต้านคอร์รัปชัน ผ่านงานวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (PAR) และกระบวนการ Design Thinking เพื่อเข้าใจปัญหาจากมุมมองประชาชนและพัฒนานวัตกรรมแก้ไขที่ใช้ได้จริง


