KRAC Insights I การต่อต้านคอร์รัปชันปี 2026: บทเรียนจากความสำเร็จ ความล้มเหลว และความท้าทายในอนาคต

ก่อนที่เราจะมองไปข้างหน้าถึงแนวโน้ม ความสำเร็จ และความท้าทายของการต่อต้านคอร์รัปชันในปี 2026 KRAC

 

ขอเชิญทุกท่านร่วมทบทวนพื้นฐานของทฤษฎีการศึกษาคอร์รัปชัน และถอดบทเรียนจากประสบการณ์การต่อต้านคอร์รัปชันของสหรัฐอเมริกาผ่านการบรรยายพิเศษโดย ศาสตราจารย์ Matthew C. Stephenson ศาสตราจารย์ด้านกฎหมายจาก Harvard Law School ในรายวิชา 2940316 เศรษฐศาสตร์ธรรมาภิบาล คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 
ศาสตราจารย์ Matthew เริ่มต้นการบรรยายด้วยการเน้นย้ำว่า ธรรมาภิบาลเป็นปัจจัยสำคัญต่อผลการดำเนินงานทางเศรษฐกิจ เนื่องจากภาครัฐที่มีธรรมาภิบาลที่ดีมีบทบาทหลักในการรักษากฎหมายและความสงบเรียบร้อย การจัดหาสินค้าสาธารณะ และการสร้างตลาดที่มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม เมื่อการกำกับดูแลของรัฐอ่อนแอลงจากการคอร์รัปชันในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การติดสินบนหรือการเล่นพรรคเล่นพวก (cronyism) ภายในระบบ ย่อมส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจไร้ประสิทธิภาพ
 
แม้ว่านักวิชาการบางฝ่ายจะมองว่าการคอร์รัปชันอาจช่วย “หล่อลื่นระบบ” (grease the wheels) หรือทำให้เศรษฐกิจสามารถเติบโตได้ในสภาพแวดล้อมที่มีการกำกับดูแลอย่างเข้มงวดจากภาครัฐ แต่อีกฝ่ายหนึ่งชี้ชัดว่าการคอร์รัปชันทำให้ความล้มเหลวของภาครัฐรุนแรงขึ้น โดยการคอร์รัปชันได้ก่อให้เกิดความไร้ประสิทธิภาพและเปิดช่องให้เกิดการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนในภาครัฐ

พัฒนาการของการศึกษาด้านคอร์รัปชัน

ในส่วนของการศึกษาด้านคอร์รัปชันนั้น ศาสตราจารย์ Matthew ได้อธิบายถึงพัฒนาการทางการศึกษาคอร์รัปชันไว้ 3 ช่วงสำคัญ โดยช่วงแรกเกิดขึ้นในทศวรรษที่ 1960 ถึง 1970 ซึ่งเป็นการศึกษาที่อาศัยทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ร่วมกับกรณีศึกษาทางประวัติศาสตร์ ทำให้งานวิจัยในช่วงนี้นั้นมุ่งถกเถียงว่าการคอร์รัปชันส่งผลเสียหรือเอื้อต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างไร แต่การศึกษาในช่วงนี้ยังขาดเครื่องมือเชิงประจักษ์และข้อมูลที่เพียงพอในการทดสอบแนวคิดเหล่านี้อย่างเป็นระบบในหลายประเทศ
 
ในระยะที่สองของการศึกษาวิจัยด้านคอร์รัปชัน ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 1990 ถึง 2010 นักวิชาการให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์เชิงปริมาณในระดับข้ามประเทศ โดยอาศัยดัชนีคอร์รัปชันต่าง ๆ เช่น ดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perceptions Index: CPI) ขององค์กร Transparency International และตัวชี้วัดธรรมาภิบาลของธนาคารโลก (Worldwide Governance Indicators) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างคอร์รัปชันกับผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจและการเมือง อย่างไรก็ตาม แม้ดัชนีเหล่านี้จะช่วยเปรียบเทียบสถานการณ์คอร์รัปชันระหว่างประเทศได้ แต่ก็มีข้อจำกัดสำคัญ เนื่องจากเป็นดัชนีที่สะท้อน “การรับรู้” ต่อคอร์รัปชันมากกว่าระดับความรุนแรงของคอร์รัปชันที่เกิดขึ้นจริง จึงมีข้อจำกัดในการนำไปใช้ประเมินผลของนโยบายหรือมาตรการต่อต้านคอร์รัปชันเฉพาะด้าน
 
ระยะที่สามของการศึกษาวิจัยด้านคอร์รัปชัน ในช่วงทศวรรษที่ 2010 จนถึงปัจจุบัน เป็นการให้ความสำคัญกับการศึกษาในระดับจุลภาคและการใช้ระเบียบวิธีเชิงเหตุและผล เช่น การวิเคราะห์ในระดับย่อยกว่าระดับประเทศ การใช้การทดลองตามธรรมชาติ (natural experiments) และการทดลองแบบสุ่มที่มีการควบคุม (randomized controlled trials: RCTs) แนวทางเหล่านี้ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการระบุความเป็นเหตุเป็นผลและเพิ่มความเกี่ยวข้องเชิงนโยบาย อย่างไรก็ตาม การวิจัยลักษณะนี้มีต้นทุนสูง และมีข้อจำกัดในการอธิบายกับการคอร์รัปชันในระดับชนชั้นนำหรือการคอร์รัปชันในระบบ

การเรียนรู้จากการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ในระยะยาว: บทเรียนจากประสบการณ์การต่อต้านคอร์รัปชันของสหรัฐอเมริกา

ศาสตราจารย์ Matthew เน้นย้ำว่า การทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของคอร์รัปชันในเชิงวัฒนธรรมระยะยาว จำเป็นต้องอาศัยการวิเคราะห์เชิงประวัติศาสตร์และทฤษฎีควบคู่กับหลักฐานเชิงประจักษ์สมัยใหม่ โดยยกกรณีของสหรัฐฯ เป็นตัวอย่างความสำเร็จ ซึ่งสามารถลดระดับคอร์รัปชันลงได้อย่างมีนัยสำคัญภายในช่วงกลางศตวรรษที่ 20
 
อีกทั้ง ศาสตราจารย์ยังได้อธิบายถึงมาตรการปฏิรูปต่อต้านคอร์รัปชันของสหรัฐฯ ที่สำคัญในช่วงเวลานั้น ได้แก่ การยกระดับความเป็นมืออาชีพของระบบข้าราชการ การกำกับดูแลเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนและการล็อบบี้ยิสต์ (lobbyist) การจัดตั้งหน่วยงานกำกับดูแลอิสระ และการสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายต่อต้านคอร์รัปชัน ซึ่งมาตรการเหล่านี้สามารถประสบความสำเร็จในระยะยาวได้ เนื่องจากได้รับแรงสนับสนุนจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจในวงกว้าง เช่น การเติบโตของชนชั้นกลางและภาคประชาสังคมที่มีบทบาทในการต่อต้านคอร์รัปชันมากขึ้น การต่อต้านระบบคอร์รัปชันจากภาคธุรกิจ บทบาทของสื่อสืบสวนสอบสวน ความก้าวหน้าของสื่อและเทคโนโลยี ตลอดจนการขยายตัวของระบบสวัสดิการสังคม ซึ่งช่วยลดการพึ่งพาเครือข่ายการเมืองแบบอุปถัมภ์
 
ในช่วงท้ายของการบรรยาย ศาสตราจารย์ได้เน้นย้ำว่า ประสบการณ์ของสหรัฐฯ ชี้ให้เห็นว่า ความสำเร็จในการต่อต้านคอร์รัปชันไม่จำเป็นต้องเกิดจากการปฏิรูปครั้งใหญ่แบบ “พลิกโฉมในครั้งเดียว” (big bang) หากแต่เกิดจากกระบวนการที่ค่อยเป็นค่อยไปและการสะสมของการเปลี่ยนแปลงทีละน้อยอย่างต่อเนื่อง
 

นอกจากนี้ บทเรียนจากสหรัฐฯ ยังได้ท้าทายมุมมองที่ว่าคอร์รัปชันเป็นกับดักเชิงโครงสร้างที่ไม่อาจแก้ไขได้ และได้ให้ข้อสรุปสำคัญว่า แม้จะไม่มีทางลัดหรือสูตรสำเร็จ แต่การปฏิรูปอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องสามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายและยั่งยืนได้

การบรรยายสาธารณะนี้ เป็นส่วนหนึ่งของ รายวิชา 2940316 เศรษฐศาสตร์ธรรมาภิบาล ดำเนินการเรียนการสอนโดย  รองศาสตราจารย์ ดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่มุ่งเน้นศึกษาหลักเศรษฐศาสตร์เพื่อตีความและวิเคราะห์ปัญหาคอร์รัปชันในมิติกฎหมายและนโยบายสาธารณะ ทำความเข้าใจกลไก แรงจูงใจ และผลกระทบทางเศรษฐกิจของการทุจริต พร้อมสำรวจแนวทางเชิงเศรษฐศาสตร์ในการออกแบบมาตรการต่อต้านคอร์รัปชันอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน 

ปีที่แต่ง (พ.ศ.)
2569
ผู้แต่ง

ศรันย์ชนก ลิมวิสิฐธนกร

หน่วยงานสนับสนุน
05_โลโก้ KRAC
โลโก้คณะเศรษฐศาสตร์ (ภาษาไทย)

หัวข้อ
Related Content

KRAC คัดสรร เล่างานวิจัยไทย | ตัดจบปัญหาคอร์รัปชัน ผ่านการสร้าง Big Data

Big Data มีความสำคัญอย่างมากในการต่อต้านคอร์รัปชัน เพราะสามารถนำข้อมูลการใช้จ่ายของรัฐที่ถูกจัดเก็บไว้มาวิเคราะห์หาความเสี่ยงในการคอร์รัปชันได้ หากใช้งานข้อมูลให้เป็น จะช่วยอุดช่องโหว่ความเสี่ยงคอร์รัปชันได้

KRAC คัดสรร เล่างานวิจัยไทย | การต่อต้านการทุจริตอาจต้องเริ่มที่ความเข้าใจของประชาชน

ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับสิทธิการรับรู้ข่าวสารของสำนักงาน ป.ป.ช. จำนวน 1,041 คน ในปี 2562 ชี้คนไทยครึ่งประเทศไม่รู้ว่า ตัวเองมีสิทธิเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของสำนักงาน ป.ป.ช.

KRAC คัดสรร เล่างานวิจัยไทย | 3 มุมมองจากผู้รู้ สู่การแก้โกงจากการใช้ดุลยพินิจของรัฐ

เมื่อดุลยพินิจมากเกินไป แก้อย่างไรถึงจะเห็นผล ? ในการกำหนดนโยบายและการดำเนินกิจการต่าง ๆ ของรัฐต่างก็ต้องมีคนที่เข้ามาทำหน้าที่บริหารจัดการ โดยสามารถใช้ดุลยพินิจของตนเพื่อตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ได้ แต่หลายครั้งการวินิจฉัยกลับไม่เป็นไปอย่างเที่ยงธรรม หรือเป็นการวินิจฉัยที่เบี่ยงเบนไปตามความพึงพอใจ อคติ หรือเพื่อผลประโยชน์บางอย่าง จนเกิดเป็นการ “ทุจริต”

You might also like...

KRAC Extract | ประชาธิปไตยไม่ใช่แค่ได้เลือก: บทเรียนจากความสัมพันธ์ระหว่างการเลือกตั้งและคอร์รัปชัน

KRAC Extract ชวนเจาะลึกความสัมพันธ์ระหว่าง “ความสุจริตของการเลือกตั้ง” กับ “คอร์รัปชัน” ที่ซับซ้อนกว่าที่คิด พร้อมบทเรียนสำคัญว่าทำไมการเลือกตั้งต้องมาพร้อมสถาบันเข้มแข็งและกลไกตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ

KRAC Insight | ส่องบทเรียนผู้ตรวจการเลือกตั้ง จากการทําหน้าที่ตรวจสอบการเลือกตั้งในปี 62

ถอดบทเรียน “ผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจังหวัด” กับการตรวจสอบการเลือกตั้งในไทยจากการทำหน้าที่ในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2562 เพื่อเข้าใจบทบาและแนวทางการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพต่อการป้องกันการทุจริตเลือกตั้งมากขึ้น

KRAC Recap 2025: What We Built, What Changed and Why It Matters

ชวนอ่านในรอบปี 2568 ที่ผ่านมา KRAC ได้สร้างอะไร เปลี่ยนแปลงอะไร และเพราะเหตุใดสิ่งเหล่านี้จึงมีความหมายต่อการต่อต้านคอร์รัปชันของประเทศไทยในระยะยาว