การเฝ้าระวัง PEPs ต้องมองไกลกว่ารายชื่อผู้ดำรงตำแหน่ง
การเฝ้าระวัง “บุคคลผู้มีสถานะทางการเมือง” หรือ Politically Exposed Persons (PEPs) กำลังกลายเป็นโจทย์สำคัญของทั้งการป้องกันการฟอกเงิน การต่อต้านคอร์รัปชัน และการยกระดับธรรมาภิบาลสาธารณะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
การประชุมเชิงปฏิบัติการ SEA-ACN: Open Data on Data-Driven Investigation Workshop เมื่อวันที่ 30–31 มีนาคม 2026 จึงมีความสำคัญอย่างมาก เพราะไม่เพียงเสนอผลการศึกษาจากไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย แต่ยังช่วยให้เห็นร่วมกันว่าการยกระดับมาตรฐานข้อมูล PEPs และการเชื่อมโยงข้อมูลข้ามประเทศคือหัวใจสำคัญของการรับมือคอร์รัปชันและการฟอกเงินยุคใหม่
บทเรียนจากอาเซียนชี้ว่า มีมาตรฐานแล้ว ยังต้องมีระบบข้อมูลที่ใช้งานได้จริง
หนึ่งในข้อค้นพบสำคัญคือ ทั้ง ไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ต่างยอมรับหลักคิดร่วมกันว่าการระบุ PEPs ต้องอิงมาตรฐานสากล โดยเฉพาะแนวทางของ Financial Action Task Force หรือ FATF ซึ่งไม่ได้จำกัดเฉพาะนักการเมืองระดับสูงหรือเจ้าหน้าที่รัฐเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมสมาชิกครอบครัว ผู้ใกล้ชิด และผู้เกี่ยวข้องกับองค์กรระหว่างประเทศด้วย
อย่างไรก็ดี ปัญหาที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่การมีนิยามหรือไม่มีนิยาม หากอยู่ที่ว่าเมื่อเข้าสู่การปฏิบัติจริงแล้ว ระบบข้อมูลสามารถตามให้ทัน “ความสัมพันธ์” เหล่านี้หรือไม่ เพราะในโลกจริง ความเสี่ยงไม่ได้อยู่ที่ชื่อของผู้ดำรงตำแหน่งเพียงลำพัง แต่อยู่ที่เครือข่ายผลประโยชน์ที่เชื่อมเขาเข้ากับธุรกิจ ตัวแทน บริษัทลูก บริษัทถือหุ้น และคนใกล้ชิดที่อาจทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการถือครองทรัพย์สินหรือเคลื่อนย้ายผลประโยชน์แทน
มาเลเซีย: จากรายชื่อนักการเมือง สู่การทำแผนที่เครือข่ายอำนาจ
มาเลเซีย สะท้อนความน่าสนใจว่า “การมอง PEPs ผ่านตำแหน่งทางการเมืองเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ”
การนำเสนอจากมาเลเซียชี้ให้เห็นว่าการพัฒนาฐานข้อมูล PEPs เริ่มต้นจากการดูรายชื่อนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ต่อมาได้ขยายไปสู่บริษัทและโครงสร้างองค์กร เพราะประสบการณ์จากคดี 1MDB ทำให้เห็นชัดว่า ผู้มีบทบาทสำคัญในเครือข่ายอำนาจอาจไม่มีตำแหน่งทางการที่โดดเด่น
แต่ยังสามารถใช้อิทธิพลผ่านคนกลาง โครงสร้างธุรกิจ หรือความสัมพันธ์ส่วนตัวเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบได้ หากรัฐหรือสังคมมองแต่ “ตำแหน่ง” โดยไม่มอง “อำนาจที่ปฏิบัติการจริง” ระบบเฝ้าระวังก็ย่อมพลาดตัวแสดงสำคัญไปอย่างมีนัยสำคัญ
บทเรียนจากมาเลเซียยังสำคัญในอีกมิติหนึ่ง คือเรื่องบทบาทของสื่อและภาคประชาสังคมในการอุดช่องว่างของข้อมูลทางการ ข้อมูล PEPs ในมาเลเซียจำนวนมากไม่เปิดเผยต่อสาธารณะอย่างเพียงพอ ส่วนหนึ่งเพราะสถาบันการเงินมองว่าเป็นทรัพย์สินเชิงแข่งขัน อีกส่วนหนึ่งเพราะรัฐอาจตอบสนองต่อการเปิดโปงด้วยการจำกัดข้อมูลอ่อนไหว
ดังนั้น ทีมงานในมาเลเซียจึงพัฒนาเกณฑ์เชิงบรรณาธิการที่กว้างกว่าคำนิยามทางกฎหมาย โดยรวมทั้งหุ้นส่วนธุรกิจ ความสัมพันธ์ส่วนตัว เครือข่ายไม่เป็นทางการ และใช้ข่าวหรือรายงานสาธารณะมาสร้างเป็นข้อมูลเชิงโครงสร้าง
วิธีนี้ทำให้นักข่าวสามารถทำ “community mapping” หรือการทำแผนที่ชุมชนของอำนาจได้ดีขึ้น เห็นความเชื่อมโยงระหว่างบุคคล บริษัท และอิทธิพลทางการเมืองมากกว่าที่ฐานข้อมูลทางการมักเปิดเผย และยังช่วยให้การตั้งคำถามต่อผู้มีอำนาจตั้งอยู่บนฐานของมาตรฐานสากลอย่าง FATF ได้อย่างชอบธรรมมากขึ้น
อินโดนีเซีย: มาตรฐานมี แต่ข้อมูลยังกระจัดกระจาย
ด้าน อินโดนีเซียให้ภาพที่ต่างออกไป กล่าวคือแม้ประเทศจะถูกประเมินว่ามีความสอดคล้องกับมาตรฐาน FATF ในระดับค่อนข้างดี แต่ในทางปฏิบัติยังมีปัญหาใหญ่จากการไม่มีทะเบียน PEPs ระดับชาติแบบรวมศูนย์
ข้อมูลยังคงกระจัดกระจายอยู่ตามหลายหน่วยงาน ทำให้สถาบันการเงินตรวจสอบข้อมูลได้ยาก บริหารความเสี่ยงได้ไม่เต็มที่ และเผชิญภาระต้นทุนเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน การเปิดเผยข้อมูลผู้ถือผลประโยชน์ที่แท้จริงยังมีการปฏิบัติตามต่ำ และกรอบกำกับดูแลยังไม่สม่ำเสมอ
ผลคือช่องโหว่ในการป้องกันการฟอกเงินยังเปิดอยู่มาก และท้ายที่สุดบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบธรรมาภิบาลของรัฐเองด้วย
กรณีของอินโดนีเซียจึงย้ำบทเรียนสำคัญว่า “ความสอดคล้องเชิงประเมิน” ไม่เท่ากับ “ความพร้อมเชิงระบบ” และถ้าไม่มีโครงสร้างข้อมูลที่เชื่อมโยงกันได้จริง การกำกับดูแลย่อมยังมีรูรั่วอยู่เสมอ
ข้อมูล PEPs ต้องเชื่อมโยงได้ทั้งในประเทศและข้ามพรมแดน
เมื่อมองทั้งสองประเทศร่วมกัน สิ่งที่เห็นชัดไม่ใช่แค่ความต่าง แต่คือข้อจำกัดร่วมกันของภูมิภาคนี้ นั่นคือปัญหาการกระจัดกระจายของข้อมูล นิยามที่ไม่สอดคล้องกัน รายการข้อมูลที่ไม่ครบ ความยากในการระบุผู้ใกล้ชิด และข้อจำกัดในการเชื่อมโยงข้อมูลบุคคลกับข้อมูลบริษัทและ ผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง (beneficial ownership)
ฉะนั้นการทำงานระดับภูมิภาคเพื่อขยับไปสู่มาตรฐานข้อมูลที่ใช้ร่วมกันมากขึ้นจึงเป็นเรื่องสำคัญ เช่น การอิงกรอบ FATF เป็นฐานร่วม การกำหนดนิยามที่ครอบคลุมครอบครัวและ บุคคลใกล้ชิด (close associates ) การสร้างฐานข้อมูล PEPs แบบรวมศูนย์และเข้าถึงได้ การกำหนดมาตรฐานการสะกดชื่อ การจัดชั้นประเภทตำแหน่งทางการเมืองข้ามประเทศ การผลักดันให้ข้อมูลอยู่ในรูปแบบ machine-readable การใช้ AI เพื่อแปลภาษาและจัดการข้อมูลปริมาณมาก ตลอดจนการเพิ่ม metadata สำคัญ เช่น ชื่อท้องถิ่น ชื่อเล่น วันเริ่มต้นและสิ้นสุดของตำแหน่ง และประเภทขององค์กรหรือบริษัทที่เชื่อมโยงอยู่
ข้อเสนอเหล่านี้มีนัยสำคัญต่อไทยอย่างมาก เพราะสะท้อนว่าปัญหาของเราไม่ได้อยู่แค่ที่ “เปิดหรือไม่เปิดข้อมูล” แต่อยู่ที่ “ออกแบบข้อมูลอย่างไรให้ตรวจสอบได้” ถ้าข้อมูลของรัฐยังอยู่ในรูป PDF ที่อ่านยาก อยู่ในระบบที่ค้นหาไม่ได้ หรือแยกกันอยู่คนละหน่วยงานโดยไม่มีตัวเชื่อม การเฝ้าระวัง PEPs ก็จะยังติดอยู่ในระดับการตามเอกสารทีละชิ้น มากกว่าการมองเห็นโครงสร้างเครือข่ายแบบองค์รวม
และเมื่อคอร์รัปชันหรือการฟอกเงินของ PEPs มักไม่ได้หยุดอยู่ภายในประเทศเดียว การที่ไทยยังไม่มีระบบเชื่อมโยงข้อมูลภายในให้ดีพอ ยิ่งทำให้เราเสียเปรียบอย่างมากในโลกที่เส้นทางเงิน ทรัพย์สิน และบริษัทสามารถเคลื่อนข้ามพรมแดนได้อย่างรวดเร็วกว่าเดิมหลายเท่า
นี่คือเหตุผลว่าทำไม “การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างประเทศ” จึงเป็นประเด็นสำคัญที่สุดประเด็นหนึ่งฐานข้อมูล PEPs ที่เชื่อมกันได้ข้ามประเทศจะช่วยรับมืออาชญากรรมข้ามชาติได้ดีขึ้น เพราะคอร์รัปชันในปัจจุบันมักพัวพันกับการโอนทรัพย์สินออกนอกประเทศ การตั้งบริษัทในอีกเขตอำนาจหนึ่ง การซ่อนผลประโยชน์ผ่านญาติหรือคนใกล้ชิดในต่างประเทศ และการใช้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ สินทรัพย์ดิจิทัล หรือการค้าระหว่างประเทศเป็นช่องทางฟอกเงิน
การมองเห็นเพียงข้อมูลชิ้นส่วนภายในประเทศของตนเองจึงไม่เพียงพออีกต่อไป ตัวอย่างกรณีที่มีการติดตามสินบนของผู้บริหารรัฐวิสาหกิจไทยผ่านหลายเขตอำนาจและนำไปสู่คำสั่งยึดทรัพย์ในสิงคโปร์ก็ยิ่งตอกย้ำว่า หากไม่มีความร่วมมือและการเชื่อมโยงข้อมูลข้ามแดน การสืบสวนและติดตามทรัพย์สินแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
ไทยต้องขยับจากการมีข้อมูล ไปสู่โครงสร้างพื้นฐานเพื่อการตรวจสอบ
สำหรับ ประเทศไทย บทเรียนจากอาเซียนจึงควรถูกแปลงเป็นวาระปฏิบัติอย่างน้อย 4 ระดับพร้อมกัน
- ระดับแรกคือ การปฏิรูปโครงสร้างข้อมูลภายในประเทศ ไทยควรมีฐานข้อมูล PEPs กลางที่เชื่อมโยงกับข้อมูลจาก ป.ป.ช. ปปง. กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ข้อมูลจัดซื้อจัดจ้าง ข้อมูลผู้ถือหุ้น และข้อมูลผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง (beneficial ownership) ให้สามารถตรวจสอบไขว้กันได้ในระดับที่ใช้งานจริง ไม่ใช่เพียงมีข้อมูลอยู่กระจัดกระจายตามหน่วยงาน
- ระดับที่สองคือ การปรับมาตรฐานข้อมูลให้เปิด ใช้ซ้ำได้ และคงอยู่ระยะยาว โดยเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวกับการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและสถานะของ PEPs ซึ่งไม่ควรถูกจำกัดอายุเพียงสั้น ๆ หากต้องการให้สังคมติดตามย้อนหลังได้จริง
- ระดับที่สามคือ การยกระดับขีดความสามารถด้านการวิเคราะห์ ทั้งสำหรับหน่วยงานรัฐ ภาคการเงิน นักข่าว และภาคประชาสังคม ผ่านเครื่องมือดิจิทัลที่ใช้ง่าย ระบบค้นหาที่ดี การทำ visualization และการใช้ AI/NLP กับข้อมูลจำนวนมาก
- ระดับที่สี่คือ การสร้างกติกาคุ้มครองระบบนิเวศของการตรวจสอบ ไม่ว่าจะเป็นการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส การคุ้มครองนักข่าว การผลักดัน open data by default และการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างรัฐกับผู้มีบทบาทภายนอกในการแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างรับผิดชอบ
ในอีกด้านหนึ่ง ไทยควรใช้บทเรียนของมาเลเซียและอินโดนีเซียเพื่อหลุดพ้นจากการคิดเรื่อง PEPs แบบแคบเกินไป นั่นคือเลิกมองว่าการเฝ้าระวังหมายถึงการมี “รายชื่อคนมีตำแหน่ง” เท่านั้น แต่ต้องขยับไปสู่การทำ “แผนที่เครือข่ายอำนาจ” ที่รวมทั้งครอบครัว ผู้ใกล้ชิด บริษัท ผู้ถือผลประโยชน์ที่แท้จริง และความเชื่อมโยงเชิงธุรกิจเข้าไว้ด้วยกัน
เพราะคอร์รัปชันจำนวนมากไม่ได้เกิดจากการรับสินบนแบบตรงไปตรงมา แต่เกิดผ่านการออกแบบโครงสร้างทางธุรกิจ การถือหุ้นอ้อม การใช้นอมินี หรือการแทรกผลประโยชน์เข้าไปในนโยบายและสัญญาของรัฐ หากประเทศไทยยังไม่ยกระดับมาตรฐานการติดตามเครือข่ายแบบนี้ ต่อให้มีรายชื่อ PEPs มากเพียงใด ก็อาจยังไม่สามารถเห็นความเสี่ยงจริงที่ซ่อนอยู่ได้เลย
ท้ายสุดนี้ การยกระดับการเฝ้าระวังบุคคลผู้มีสถานะทางการเมืองไม่ใช่เรื่องเทคนิคเฉพาะของหน่วยงานกำกับดูแลการเงิน แต่คือการลงทุนสร้าง “โครงสร้างพื้นฐานของความโปร่งใส” ให้ประเทศ
หากประเทศไทยต้องการป้องกันการฟอกเงินของ PEPs ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ต้องเริ่มจากการยอมรับว่าปัญหาในวันนี้ไม่ได้อยู่ที่การไม่มีข้อมูลทั้งหมด แต่อยู่ที่ข้อมูลยังไม่เชื่อมกัน ไม่คงอยู่ ไม่เป็นมาตรฐาน และยังไม่ถูกออกแบบให้สาธารณะใช้งานตรวจสอบได้จริง
บทเรียนจากอาเซียนจึงไม่ใช่เพียงกระจกสะท้อนข้อจำกัดของเพื่อนบ้าน แต่เป็นคำเตือนตรงมาถึงไทยว่าหากยังปล่อยให้ระบบข้อมูล PEPs อ่อนแอ การต่อต้านคอร์รัปชันของเราจะยังเป็นเพียงการไล่ตามปัญหา ไม่ใช่การป้องกันเชิงรุก
แต่หากไทยสามารถขยับสู่ฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงได้ทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ มีมาตรฐานร่วมกับภูมิภาค เปิดพื้นที่ให้สื่อและภาคประชาสังคมมีบทบาท และคุ้มครองผู้เปิดโปงอย่างจริงจัง การเฝ้าระวัง PEPs ก็จะไม่ใช่เพียงพิธีกรรมเชิงกฎระเบียบอีกต่อไป
หากจะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับความโปร่งใส ลดความเสี่ยงการฟอกเงิน และเสริมความเข้มแข็งของการป้องกันการทุจริตภายในประเทศอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น
ศุภวิชญ์ แก้วคูนอก
หัวข้อ
KRAC Insights I เชื่อมโยงข้อมูล: จุดสำคัญสกัดการฟอกเงินและการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐของบุคคลผู้มีสถานะทางการเมือง
การเชื่อมโยงข้อมูล PEPs ผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง นิติบุคคล และการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ช่วยยกระดับการตรวจจับความเสี่ยง ป้องกันการฟอกเงิน และลดการทุจริตได้อย่างไร
KRAC Insights I ยกระดับการเฝ้าระวังบุคคลผู้มีสถานะทางการเมือง: บทเรียนจากอาเซียนสู่ไทย
การเฝ้าระวัง PEPs ไม่ควรหยุดอยู่ที่รายชื่อผู้ดำรงตำแหน่ง แต่ต้องมองเห็นครอบครัว ผู้ใกล้ชิด บริษัท และผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง บทความนี้ถอดบทเรียนจากอาเซียนสู่ข้อเสนอว่าประเทศไทยควรพัฒนาข้อมูลและระบบตรวจสอบอย่างไรให้เห็นเครือข่ายความเสี่ยงได้จริง
KRAC Insights I ทำไมการระบุสถานะบุคคลที่มีสถานภาพทางการเมือง จึงมีความสำคัญต่อการต่อต้านการฟอกเงิน
ทำไม PEPs จึงเป็นหัวใจของการต่อต้านการฟอกเงิน? สำรวจความท้าทายด้านข้อมูล การตรวจสอบ และความร่วมมือที่จำเป็นต่อการป้องกันอาชญากรรมทางการเงิน


