KRAC Insights I กว่า 50 ปีของออสเตรเลียกับ OECD: บทเรียนสำหรับไทยบนเส้นทางสู่สมาชิก

เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2569 คณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร และภาคีเครือข่าย

 
ได้แก่ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) และศูนย์ความรู้เพื่อความร่วมมือในการต่อต้านคอร์รัปชันและส่งเสริมธรรมาภิบาลในระดับภูมิภาค (KRAC) จัดสัมมนาเรื่อง “การยกระดับความโปร่งใสและธรรมาภิบาลของประเทศไทยตามมาตรฐานองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)” ณ อาคารรัฐสภา กรุงเทพมหานคร เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมของไทยสู่การเป็นสมาชิก OECD และการนำมาตรฐานสากลมาใช้ยกระดับความโปร่งใส ธรรมาภิบาล และการต่อต้านคอร์รัปชัน
 
ภายในงานมีปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “บทเรียนจาก OECD ผ่านมุมมองของประเทศออสเตรเลีย: การส่งเสริมความซื่อสัตย์สุจริต ธรรมาภิบาล และความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ” โดย Mr. Andrew Egan รองหัวหน้าคณะผู้แทนทางการทูต สถานเอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย ซึ่งนำประสบการณ์กว่า 50 ปีของออสเตรเลียในฐานะสมาชิก OECD มาชวนมองว่า เส้นทางสู่การเป็นสมาชิกของไทยจะเป็นโอกาสในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศในระยะยาวได้อย่างไร

OECD ไม่ใช่เพียงเป้าหมายของการเป็นสมาชิก แต่เป็นโอกาสในการปฏิรูปประเทศ

Mr. Andrew Egan มองว่า การนำมาตรฐานและแนวปฏิบัติของ OECD มาใช้สามารถสนับสนุนการปฏิรูปประเทศได้ทั้งด้านเศรษฐกิจ ธรรมาภิบาล และความเข้มแข็งของสถาบันภาครัฐ เพราะความโปร่งใส ความรับผิดชอบ การป้องกันคอร์รัปชัน กฎระเบียบที่ชัดเจน และหลักนิติธรรม ล้วนมีส่วนสร้างความเชื่อมั่นต่อการลงทุน นวัตกรรม และการเติบโตอย่างยั่งยืน
 
สำหรับออสเตรเลีย ความสัมพันธ์กับ OECD เริ่มจากการเข้าร่วมคณะกรรมการความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนา (Development Assistance Committee: DAC) ในปี 1966 ก่อนเริ่มกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกในปี 1969 และเข้าเป็นสมาชิก OECD ในปี 1971 ในฐานะสมาชิกลำดับที่ 23 ช่วงสองทศวรรษแรกของการเป็นสมาชิกยังตรงกับช่วงที่ออสเตรเลียปฏิรูปเศรษฐกิจหลายด้าน ทั้งการเปิดเสรีทางการค้า การปรับปรุงกฎระเบียบ การปฏิรูปภาษี และนโยบายการแข่งขัน โดยอาศัยข้อมูล การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และข้อเสนอแนะจากประเทศสมาชิก OECD มาประกอบการปฏิรูปภายในประเทศ
 
อีกตัวอย่างสำคัญคือการเข้าร่วม อนุสัญญา OECD ว่าด้วยการต่อต้านการให้สินบนเจ้าหน้าที่รัฐต่างประเทศในการทำธุรกรรมทางธุรกิจระหว่างประเทศ (OECD Anti-Bribery Convention) ซึ่งออสเตรเลียให้สัตยาบันในปี 1999 และออกกฎหมายกำหนดให้การให้สินบนเจ้าหน้าที่รัฐต่างประเทศเป็นความผิดทางอาญา การเข้าร่วมอนุสัญญายังทำให้ออสเตรเลียต้องผ่านกระบวนการติดตามและประเมินจาก OECD อย่างต่อเนื่อง พร้อมนำข้อเสนอแนะที่ได้รับมาปรับปรุงกฎหมาย การบังคับใช้กฎหมาย ความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน และมาตรการด้านความซื่อสัตย์ของภาคธุรกิจให้เข้มแข็งขึ้น

ออสเตรเลียใช้มาตรฐาน OECD ยกระดับทั้งเศรษฐกิจและการต่อต้านคอร์รัปชัน

ปัจจุบัน การทำงานของออสเตรเลียกับ OECD มีเป้าหมายสำคัญสามด้าน ด้านแรกคือ การมีส่วนร่วมกำหนดประเด็นและทิศทางการทำงานของ OECD โดยออสเตรเลียทำงานร่วมกับประเทศสมาชิกในประเด็นต่าง ๆ ด้านที่สองคือ การใช้ข้อมูล งานวิจัย และมาตรฐานของ OECD สนับสนุนการปฏิรูปภายในประเทศ ส่วนด้านที่สามคือ การส่งเสริมความร่วมมือระหว่าง OECD กับประเทศในภูมิภาค โดยเฉพาะประเทศอาเซียน ซึ่งรวมถึงการสนับสนุนกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกของไทยด้วย
 
บทเรียนสำคัญอีกเรื่องจากออสเตรเลียคือ การทำงานกับ OECD จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือในลักษณะ whole-of-government หรือการประสานงานร่วมกันของหน่วยงานภาครัฐหลายภาคส่วน ปัจจุบันมีหน่วยงานรัฐบาลออสเตรเลียที่ทำงานโดยตรงกับคณะกรรมการและคณะอนุกรรมการต่าง ๆ ของ OECD โดยมีกระทรวงการต่างประเทศและการค้า รวมถึงคณะผู้แทนถาวรออสเตรเลียประจำ OECD ในกรุงปารีส ทำหน้าที่สนับสนุนการประสานงาน ในด้านการต่อต้านคอร์รัปชัน
 
นอกจากนี้ OECD ยังเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนในระดับนโยบายและฝ่ายนิติบัญญัติ ผ่านการประชุมระดับรัฐมนตรีและ OECD Global Parliamentary Network ทำให้ประเทศที่อยู่ระหว่างกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกอย่างไทยสามารถแลกเปลี่ยนและเรียนรู้จากประเทศสมาชิกได้โดยตรง ที่สำคัญ กระบวนการดังกล่าวครอบคลุมนโยบายหลายด้าน ตั้งแต่เศรษฐกิจและการลงทุน ไปจนถึงสุขภาพ การศึกษา การจ้างงาน และสิ่งแวดล้อม ถือเป็นโอกาสอันดีให้ไทยได้ทบทวนและพัฒนานโยบายภายในประเทศไปพร้อมกับการเตรียมความพร้อมสู่การเป็นสมาชิก

ไทยสามารถเรียนรู้จากประเทศสมาชิกและใช้ความร่วมมือช่วยเตรียมความพร้อม

ในช่วงที่ผ่านมา ออสเตรเลียได้ทำงานร่วมกับหน่วยงานไทยหลายแห่ง ทั้งสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงการต่างประเทศ และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ผ่าน Mekong-Australia Partnership รวมถึงการจัด OECD Masterclasses และโครงการศึกษาสำหรับเจ้าหน้าที่ไทยในช่วงปี 2025–2026 ครอบคลุมตั้งแต่ความซื่อสัตย์และธรรมาภิบาล หลักนิติธรรม การปฏิรูปกฎหมายด้านการลงทุน ไปจนถึงแนวปฏิบัติด้านกฎระเบียบที่ดีและการประสานงานระหว่างหน่วยงาน

 

เมื่อมองกลับมาที่ไทย กระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ถือเป็นจังหวะสำคัญในการทบทวนและปรับปรุงกฎหมาย นโยบาย และการทำงานของหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะเรื่องความโปร่งใส การตรวจสอบ และการประสานงานระหว่างหน่วยงาน บทเรียนจากออสเตรเลียแสดงให้เห็นว่า มาตรฐานของ OECD สามารถนำมาใช้เป็นกรอบในการผลักดันการปฏิรูปภายในประเทศได้ โจทย์สำคัยสำหรับประเทสไทยต่อจากนี้จึงอยู่ที่การนำมาตรฐานเหล่านั้นมาใช้ให้เกิดผลจริง เพื่อให้เส้นทางสู่ OECD นำไปสู่ภาครัฐที่โปร่งใสขึ้น ทำงานได้ดีขึ้น และประชาชนได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างชัดเจน
 
ท้ายที่สุด กระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD เป็นโอกาสสำคัญที่ไทยสามารถใช้ขับเคลื่อนการปฏิรูปในระยะยาว ทั้งการเสริมสร้างความเข้มแข็งของสถาบันภาครัฐ ยกระดับธรรมาภิบาล พัฒนาสภาพแวดล้อมด้านการลงทุน และสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ
 

ขณะเดียวกัน ไทยเองก็มีประสบการณ์และมุมมองจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่สามารถนำไปแลกเปลี่ยนและมีส่วนช่วยพัฒนาการทำงานของ OECD ได้เช่นกัน

ปีที่แต่ง (พ.ศ.)
2569
ผู้แต่ง
ธนากาญจน์ กันทอง
หน่วยงานสนับสนุน
05_โลโก้ KRAC
โลโก้คณะเศรษฐศาสตร์ (ภาษาไทย)

หัวข้อ
Related Content

KRAC Extract | ผ่านเกณฑ์ แต่ไม่ผ่านโกง? ถอดบทเรียนเงื่อนไขเงินกู้กับการปราบฟอกเงินของ IMF และธนาคารโลก

เงื่อนไขเงินกู้ของ IMF และธนาคารโลกช่วยผลักดันหลายประเทศให้เร่งปรับกฎหมายและมาตรการต่อต้านการฟอกเงิน แต่การผ่านเกณฑ์สากลยังไม่อาจยืนยันได้ว่าปัญหาถูกแก้ไขจริง บทความนี้ชวนดูบทเรียนจากหลายประเทศว่าอะไรทำให้การปฏิรูปเกิดผลในทางปฏิบัติ

KRAC Insights I เมื่อ AI กลายเป็นเครื่องมือของคนโกง ธุรกิจต้องรับมือความเสี่ยงไซเบอร์อย่างไร?

เมื่อธุรกิจพึ่งพาระบบดิจิทัลและ AI มากขึ้น ความเสี่ยงทุจริตก็ซับซ้อนขึ้นตามไปด้วย บทความนี้ชวนดูแนวทางที่ธุรกิจควรปรับระบบตรวจสอบ คู่ค้า และกระบวนการทำงาน เพื่อรับมือความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

KRAC Insights I ใครคือเจ้าของตัวจริง? เปิดข้อมูลผู้รับประโยชน์ที่แท้จริง ปิดทางฟอกเงินและคอร์รัปชัน

ใครคือเจ้าของตัวจริงของบริษัทที่รับงานจากรัฐ ถือครองทรัพยากร หรือมีอำนาจควบคุมกิจการ? บทความนี้ชวนทำความเข้าใจข้อมูลผู้รับประโยชน์ที่แท้จริงและบทบาทของการเปิดเผย ตรวจสอบ และเชื่อมโยงข้อมูล เพื่อปิดช่องว่างที่ถูกใช้ซ่อนทรัพย์สิน ฟอกเงิน และปกปิดความเชื่อมโยงทางผลประโยชน์

You might also like...

KRAC Insights I ธรรมาภิบาลดิจิทัล: เทคโนโลยีช่วยป้องกันคอร์รัปชันได้ แต่ไม่อาจแทนที่ความซื่อสัตย์ของคน

AI และข้อมูลเปิดช่วยลดคอร์รัปชันได้จริงแค่ไหน? ชวนสำรวจธรรมาภิบาลดิจิทัล ตั้งแต่การเชื่อมโยงข้อมูล ไปจนถึงบทบาทของคนและระบบที่โปร่งใส

KRAC Insights I คอร์รัปชันกับสิทธิมนุษยชน: มิติที่สังคมไทยยังพูดถึงน้อย

คอร์รัปชันไม่ได้ขโมยแค่เงินภาษี แต่ยังพรากสิทธิ โอกาส และความปลอดภัยของประชาชน ชวนสำรวจความเชื่อมโยงระหว่างคอร์รัปชันกับสิทธิมนุษยชนและบทเรียนสำหรับไทย

KRAC Insights I หลักนิติธรรมสำคัญอย่างไรกับการต่อต้านคอร์รัปชัน

หลักนิติธรรมช่วยป้องกันคอร์รัปชันได้อย่างไร? บทความนี้ชวนทำความเข้าใจความเชื่อมโยงระหว่าง Rule of Law การใช้อำนาจรัฐ และดัชนี WJP Rule of Law Index เพื่อยกระดับธรรมาภิบาลและความโปร่งใสของประเทศไทย