ผู้จัดการศูนย์ KRAC ชี้ สถานการณ์คอร์รัปชันวันนี้พลิกแพลงขึ้น ยกเคส ‘เกาหลีใต้’ ปธน.โกงชาติยังไม่รอด- แนะไทยเริ่มเล็กๆ ก่อน ‘ใบสั่งดิจิทัล’ ไม่สวมหมวกันน็อก เลี่ยงจ่ายส่วย-เช็กเส้นทางเงิน
เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ที่ห้องประชุมคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ชั้น 4 อาคารคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มีการเปิดตัวรายงาน “How We Define Corruption” ซึ่งเกิดขึ้นจากความร่วมมือของ มูลนิธิศักยภาพชุมชน, บริษัท แฮนด์ วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด, ศูนย์ความรู้เพื่อความร่วมมือในการต่อต้านคอร์รัปชันและส่งเสริมธรรมาภิบาลระดับภูมิภาค (KRAC) และ สถาบันสัญญา ธรรมศักดิ์เพื่อประชาธิปไตย ม.ธรรมศาสตร์
โดยเวลา 13.30 น. นายดนย์ ทาเจริญศักดิ์ ผู้จัดการโครงการ มูลนิธิศักยภาพชุมชน และตัวแทนเครือข่ายภาคประชาชนเพื่อการต้านทุจริต เป็นผู้นำเสนอรายงานผลสรุปการศึกษา “How We Define Corruption” ซึ่งสะท้อนประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับคอร์รัปชันในมิติสิทธิมนุษยชน และเปิดพื้นที่ให้เกิดการนิยามความหมายใหม่ผ่านการแลกเปลี่ยนข้ามกลุ่ม ประชากรฐานราก 6 กลุ่ม
จากนั้น เวลา 14.30 น. เข้าสู่เวทีเสวนาวิชาการหัวข้อ “มุมมองคอร์รัปชันในมิติการเมืองไทยปัจจุบัน : การคอร์รัปชันส่งผลถึงชีวิตประชาชนอย่างไร และประชาชนควรมีส่วนร่วมในการต่อต้านการคอร์รัปชันอย่างไร” โดย นายสหัสวัต คุ้มคง ส.ส.พรรคประชาชน, นายศุภวิชญ์ แก้วคูนอก KRAC, นายวัฒนากร สั้นนุ้ย หัวหน้ากลุ่มงานคุ้มครองสิทธิมนุษยชน, นายยุทธนา จาวรุ่งฤทธิ์ ป.ป.ช. และ นางศุกาญจน์ตา สุขไผ่ตา กลุ่มคนงานหญิงเพื่อความยุติธรรม ดำเนินรายการโดย นายภาธร สันติวงษ์ ผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สถาบันสัญญาธรรมศักดิ์ฯ
ประเด็นการต่อต้านคอร์รัปชัน มีการตั้งคณะกรรมการมากมาย ซึ่งเกิดเรื่องครั้ง ก็ตั้งคณะการขึ้นมาใหม่ แต่ในสมการเราไม่เคยดึงประชาชนที่เกี่ยวกับปัญหาเหล่านั้น เข้ามาอยู่ในชุดคณะกรรมการเลย กลายเป็นตั้งข้าราชการที่ไม่รู้เรื่องเข้ามา
“ยิ่งการทำงานในเชิงวิชาการ ไม่ทันคนคอร์รัปชัน เรามานั่งตรวจเส้นเงินกันไม่ทัน เขาไปเอาวิธีอื่น จ่ายเงินสดก็ไม่ทำแล้ว เช่น เอาบัตรเครดิตมาให้เปิดเป็นชื่อคนอื่น แล้วคุณก็ไปรูด แล้วทีนี้จะตรวจเส้นเงิน อย่างไร?
สถานการณ์คอร์รัปชันวันนี้มันพลิกแพลงมากขึ้น ด้วยระบบดิจิทัล ที่เอื้อให้การทุจริตทำได้ง่ายขึ้น การทำดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชัน ซึ่งคือการไปถามมุมมองแต่ละกลุ่ม มันคือภาพสะท้อนที่แท้จริง
ทางศูนย์ฯ เรามองว่าจะแก้ไขคอร์รัปชันได้ดีขึ้น ภาครัฐต้องเปิดเผยข้อมูลดิจิทัล สู่สาธารณะ แต่การทำงานเชิงข้อมูลนั้น ยากมาก เพราะไม่ประติดปะต่อ อย่างกรณี ป.ป.ส.ไป ‘ขอข้อมูล’ ผู้ต้องสงสัยเคสหนึ่ง จาก กรมธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เพื่อดูการถือหุ้นในบริษัทนี้อย่างไรบ้าง ป.ป.ส.ไม่มีอำนาจไปดึงข้อมูลนั้นโดยตรง ต้องขอ ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ตอบว่า อาจจะใช้เวลา 1 เดือน’แต่คนร้ายจะหนีไปคืนนี้แล้วนะ เป็นต้น สะท้อนถึงโครงสร้างที่มีความล้มเหลวหลายอย่าง”
นายศุภวิชญ์ชี้ว่า ที่ผ่านมาจากผลสำรวจ คนไทยเกิน 50 % ยอมให้ทุจริตได้ ถ้าประเทศพัฒนา แต่ล่าสุดพบว่าคนรุ่นใหม่เกิน 80-90 % ไม่ยอมรับการคอร์รัปชันแล้ว แต่เราจะเปลี่ยนมาเป็น แอกชั่น (action) ได้อย่างไร สุดท้ายแล้วเราต้องยอมรับว่า ไทยเราต้องเริ่มจาก ‘แก้ที่กฎหมาย’ เห็นได้ชัดจากกรณี Sex worker ถ้าทุกคนช่วยกันผลักดัน
จากนั้น ยกกรณี ‘เกาหลีใต้’ คือตัวอย่างที่ดีมาก หลังวิกฤตเศรษฐกิจ มีการปฏิรูปโครงสร้าง โดยเข้าเป็นสมาชิก OECD (สมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา) ซึ่งแม้แต่ ประธานาธิบดีเองทุจริต ก็ไม่รอด ตนอยากให้เรามีความหวังแบบนี้ในประเทศไทยบ้าง
นายศุภวิชญ์กล่าวว่า การคอร์รัปชัน ทำให้เงินในกระเป๋าเราลดลงโดยไม่มีเหตุจำเป็น เพราะต้องจ่ายส่วย ทั้งที่ควรเอาไปพัฒนาคุณภาพชีวิต
“คิดง่ายๆ ถ้า 10 บาท 60 ล้านคน ก็ 600 ล้านบาทแล้ว แต่ตนเชื่อว่ามากกว่านั้น มันทำให้คนทำดี ‘เหนื่อย’ เพราะการคอร์รัปชั่น มีต้นทุนถูกกว่า ช่องทางลัดเหนื่อยน้อยกว่า ”
“อย่าง ‘ไม่ใส่หมวกกันน็อก’ คุณต้องเอาใบสั่ง ไปเสียค่าปรับที่สถานีตำรวจ เห็นชัดที่สุด ถ้ามองไปที่ภาพรวมของประเทศ หลายประเทศเองเริ่มจากการแก้คอร์รัปชั่นเล็กๆ น้อยๆ ตรงนี้ ซึ่งค่าปรับ เรายังเป็นกระดาษ ทั้งที่ต่างประเทศใช้ระบบจ่ายผ่านดิจิทัลหมดแล้ว” นายศุภวิชญ์กล่าว และว่า
ส่วนกรณี ‘ไล่ตามจับคนทุจริต’ ที่ว่าทำได้ยากนั้น ต้องบอกว่าทุกวันนี้เทคโนโลยีมันไปไกกว่านั้นแล้ว เราต้องปรับมุมคิด โดยดึงประชาชนเข้ามาช่วยกันแก้ เพราะเป็นผู้ที่มีส่วนได้รับผลกระทบโดยตรง
“อย่างเคสใหญ่ ๆ ‘นายสั่งมา’ เราต้องการองคาพยพที่มากกว่านี้ วันนึงจะทำให้คนตัดสินใจ ไปทำถูกต้องตามกฎหมาย ดีกว่าไปเลือกทางคอร์รัปชัน เราต้องทำให้ต้นทุนของการทำสิ่งที่ถูกต้องนั้น ถูกกว่า การคอร์รัปชัน”
นายศุภวิชญ์ระบุว่า ปัจจุบันเรามีองค์กรตรวจสอบการคอร์รัปชันกว่า 30 หน่วยงาน แต่การทำงานไม่ประสานกันแต่อย่างใด ดังนั้น โจทย์คือ จะทำอย่างไรให้ความกระจัดกระจายนี้มารวมกัน เพื่อต่อต้านคอร์รัปชัน “เพราะคนโกง เขาจับมือกันโกงแน่น แต่เราแยกกันต่อต้าน ทำให้การแก้ปัญหาไม่เกิดขึ้น ทำให้สู้คนโกงที่มีทั้งอำนาจเงินและอำนาจรัฐ ไม่ได้”
นายศุภวิชญ์เผยด้วยว่า ประเทศไทยเรามีงานวิจัยในเชิงนี้น้อยลง อีกทั้งในช่วง 2-3 ปีมานี้ ถูกรัฐตัดงบการวิจัยเรื่องการทุจริตเพิ่มขึ้น จุดเปลี่ยนสำคัญคือ เราต้องเรียกร้องให้ฝ่ายการเมืองตั้งเข็มทิศ ให้การแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน เป็น political views แรกๆ ในการเลือกตั้ง กดดันให้พรรคชูเป็นนโยบาย โดยประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จะเป็นคนกำหนดเอง”
นายศุภวิชญ์กล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า เราเห็นมาแล้วหลายกรณี อย่าง ’เสาไฟกินรี‘ มีประชาชนเดินในซอย แล้วถ่ายรูปส่งมาให้องค์กร ในอดีตเราได้ยินม็อตโต้ว่า ‘โตไปไม่โกง’ มันควรเปลี่ยนไหมเพราะไม่พอ ต้อง ‘โตไปไม่ให้ใครโกง’
3 ธันวาคม 2568