การศึกษาการรั่วไหลของงบประมาณแผ่นดินในการศึกษาภาคบังคับ

ศึกษาการรั่วไหลของงบประมาณแผ่นดินในการศึกษาภาคบังคับ และวิเคราะห์ผลกระทบของอัตราการรั่วไหลต่อประสิทธิภาพการบริการของโรงเรียน

การศึกษาเรื่องนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการรั่วไหลของงบประมาณแผ่นดินในการศึกษาภาคบังคับ และวิเคราะห์ผลกระทบของอัตราการรั่วไหลต่อประสิทธิภาพการบริการของโรงเรียน สำหรับขอบเขตของการวิจัย ใช้โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาในจังหวัดนครราชสีมา และอำนาจเจริญเป็นกลุ่มตัวอย่าง โดยช่วงเวลาที่เก็บข้อมูล คือ ระหว่างเดือนตุลาคม 2551 ถึง มีนาคม 2552

สรุปประเด็นจากงานวิจัย

  • ผลการศึกษาการรั่วไหลของงบประมาณ พบว่างบประมาณในการดำเนินงานของโรงเรียนประเภทเงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายรายหัว และเงินอุดหนุนปัจจัยพื้นฐานสำหรับนักเรียนยากจนในปีงบประมาณ 2549  พบความแตกต่างระหว่างข้อมูลงบประมาณราว 3.5 -7.0  และปีงบประมาณ 2550 มีความแตกต่างราวร้อยละ 3.5 – 7.6 เมื่อคำนวณความแตกต่างของงบประมาณทั้ง 2 ชนิด ในปีการศึกษา 2549 จะมีความแตกต่างราวร้อยละ 3.8 – 7.4 ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาในประเทศอื่น ๆ ที่ระบุว่าเงินที่จัดสรรตามการพิจารณา จะมีแนวโน้มรั่วไหลมากกว่าเงินที่มีกฎระเบียบการเบิกจ่ายที่ชัดเจน และยังสอดคล้องกับข้อมูลจากผู้บริหารของหน่วยงานระดับเขต ซึ่งพบว่างบประมาณ 2 ประเภทนี้ บางส่วนค้างอยู่ที่หน่วยงานระดับเขต ซึ่งในที่สุดก็มีโอกาสที่จะถูกนำไปใช้นอกวัตถุประสงค์ และไปไม่ถึงโรงเรียน อีกทั้ง การจะนำเงินที่ได้รับจากส่วนกลางไปใช้ ต้องมีกระบวนการจัดตั้งคณะกรรมการชุดต่าง ๆ ขึ้นมาพิจารณา ซึ่งอาจทำให้เกิดความไม่เเน่นอนในการบริหารงบประมาณ เเละส่งผลต่อคุณภาพการให้บริการโดยรวมได้

  • ผลการศึกษาในส่วนของการบริหารงานในโรงเรียนและการมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง พบว่าครูมีอัตราการขาดงานไม่มากนัก โดยมีอัตราการขาดงานเท่ากับร้อยละ 6 ซึ่งการขาดงานเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น ความเจ็บป่วย การฝึกอบรม การลาศึกษาต่อ และทำผลงานทางวิชาการ นอกจากนี้ ปัจจัยที่ทำให้อัตราการขาดงานเพิ่มขึ้น มาจากการขาดแคลนบุคลากรในโรงเรียน ซึ่งโรงเรียนขยายโอกาสที่มีความห่างไกลมากกว่า จะมีการอัตราการขาดแคลนครูมากกว่า และพบว่าในกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาราวร้อยละ 12 รอการบรรจุ และราวครึ่งหนึ่งขาดแคลนครูมากกว่าหนึ่งภาคเรียน และโรงเรียนเหล่านี้ มีเจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่ธุรการโดยเฉพาะน้อยมาก 

  • ผลการศึกษาในส่วนของการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการบริหารโรงเรียน พบว่ามีผู้ปกครองที่ได้พบกับผู้ตรวจโรงเรียน ราวร้อยละ 43 และมีผู้ปกครองที่ได้อ่านรายงานการตรวจเยี่ยม ราวร้อยละ 23 ซึ่งอาจจะไม่มากพอในการสร้างความสัมพันธ์ของความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของผู้ให้บริการ อีกทั้งมีครูราวร้อยละ 3 ที่ไม่เคยเข้าไปเยี่ยมผู้ปกครองในชุมชนเลย อย่างไรก็ดี การวิเคราะห์ผล พบว่าการที่ครูเข้าไปเยี่ยมชุมชน จะช่วยลดการรั่วไหลของงบประมาณได้

  • ผลการศึกษาในส่วนของความสัมพันธ์ระหว่างผู้กำหนดนโยบาย และผู้ให้บริการ พบว่าการรั่วไหลของเงินอุดหนุนปัจจัยพื้นฐาน มีอัตราการรั่วไหลมากกว่าเงินค่าใช้จ่ายรายหัวกว่าเท่าตัว ซึ่งเงินค่าใช้จ่ายรายหัวจะโอนตรงมาจากส่วนกลาง ในขณะที่เงินอุดหนุนปัจจัยพื้นฐาน จะออกมาพักไว้ที่หน่วยงานระดับเขตก่อน ซึ่งเป็นรูปแบบของการมอบหมายอำนาจ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน งบประมาณส่วนใหญ่ได้เปลี่ยนระบบเป็นการโอนโดยตรงจากส่วนกลาง ซึ่งนอกจากจะเป็นการแก้ปัญหาความล่าช้าแล้ว ยังแก้ปัญหาการรั่วไหลของงบประมาณด้วย

  • ผลการศึกษาในส่วนของความสัมพันธ์ระหว่างผู้รับบริการ และผู้กำหนดนโยบาย พบว่ามีความไม่แน่นอนในนโยบายสูง ซึ่งส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมทางการเมือง เช่น การกำหนดนโยบายการสนับสนุนการศึกษาโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ซึ่งอาจจะทำให้ความสัมพันธ์ของความรับผิดชอบระหว่างผู้ให้บริการและผู้รับบริการไม่เข้มแข็ง อย่างไรก็ดี หากมีการตรวจเยี่ยมจากหน่วยงานบังคับบัญชา จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริการให้เพิ่มขึ้นได้

  • คณะผู้วิจัย ได้จัดทำข้อเสนอแนะทางนโยบายในการลดปัญหาดังกล่าว ตัวอย่างเช่น ในกลุ่มโรงเรียนในนครราชสีมา หากต้องการให้เงินค่าใช้จ่ายรายหัวมีการรั่วไหลลดลง รัฐต้องสร้างระบบการจ่ายค่าตอบแทนอื่นที่ไม่ใช่เงินเดือนให้ตรงเวลา ลดความล่าช้าในการเบิกจ่ายงบประมาณ และการเพิ่มจำนวนการตรวจเยี่ยมของหน่วยงานบังคับบัญชา หากการสร้างระบบการจ่ายค่าตอบแทนอื่น ๆ ตรงเวลา การขาดงานของครูก็จะลดลง ในขณะเดียวกัน หากต้องการให้เงินอุดหนุนในปัจจัยพื้นฐานสำหรับนักเรียนยากจน มีการรั่วไหลลดลง รัฐต้องเพิ่มการมีส่วนร่วมของครูต่อชุมชน และเพิ่มจำนวนครั้งของการประชุมคณะกรรมการสถานศึกษา ซึ่งจะทำให้อำนาจผู้รับบริการเข้มแข็ง อย่างไรก็ตาม รัฐควรจัดสรรทรัพยากรให้โรงเรียนอย่างเพียงพอ เพราะช่วยลดการขาดงานของครูได้อย่างมีนัยยะสำคัญ เป็นต้น 

เอกสารอ้างอิง
รูปแบบ APA

จิระเดช ทัศยาพันธุ์. (2553). การศึกษาการรั่วไหลของงบประมาณแผ่นดินในการศึกษาภาคบังคับ. สํานักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ.

ปีที่แต่ง (พ.ศ.)
2553
ผู้แต่ง

จิระเดช ทัศยาพันธุ์

หน่วยงาน

หัวข้อ
Related Content

เครือข่ายกลุ่มอิทธิพลกับการทุจริตคอร์รัปชันอย่างเป็นระบบในภาคการศึกษา: กรณีศึกษาการทุจริตคอร์รัปชันจากโครงการก่อสร้างสนามฟุตซอล และสหกรณ์ออมทรัพย์ครู

การทุจริตคอร์รัปชันของภาคการศึกษาเกิดจากเครือข่ายกลุ่มอิทธิพลระหว่างนักการเมือง ข้าราชการระดับสูง และพ่อค้าหรือนักธุรกิจที่มีการร่วมมือกันอย่างเป็นระบบ ประกอบกับการขาดระบบตรวจสอบที่เข้มแข็งจึงเอื้อให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชัน

รูปแบบการป้องกันการทุจริตในสถานศึกษาของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1

การพัฒนารูปแบบการป้องกันทุจริตในสถานศึกษาฯ ควรพิจารณา 3 ส่วน คือ 1) ส่วนของแนวคิด หลักการและวัตถุประสงค์ของรูปแบบ 2) ส่วนองค์ประกอบหลักของรูปแบบการป้องกันทุจริตในสถานศึกษาและแนวทางดำเนินการในสถานศึกษา และ 3) เงื่อนไขความสำเร็จ

ปัจจัยเชิงสาเหตุพหุระดับที่ส่งผลต่อการทุจริตทางการศึกษาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนมัธยมศึกษาในภาคตะวันออก

แก้ทุจริตทางการศึกษาอย่างยั่งยืน ต้องเริ่มจากครอบครัวและโรงเรียน บทความนี้ชี้ปัจจัยพหุระดับและเสนอการปรับหลักสูตรเพื่อลดแรงจูงใจในการทุจริต

ประเด็นด้านจริยธรรมจากเทคโนโลยีการเรียนรู้ออนไลน์

การเรียนรู้ผ่านเทคโนโลยีออนไลน์มีประโยชน์มากมาย แต่ในอีกด้านก็เกิดปัญหาเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะปัญหาด้านจริยธรรมที่เชื่อมโยงการทุจริตทางวิชาการ

You might also like...

ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของความพร้อมรับผิด วัฒนธรรมคุณธรรมในองค์กร คุณธรรมการทำงานในหน่วยงาน ที่ส่งผลต่อความปลอดจากการทุจริตและความโปร่งใสของ อปท. จ.อุตรดิตถ์

ความโปร่งใสเริ่มต้นจากวัฒนธรรมคุณธรรมในองค์กร ไม่ใช่แค่กฎหมายหรือบทลงโทษ งานวิจัยนี้เผยให้เห็นว่าการสร้างความรับผิดชอบร่วมกันคือกุญแจสำคัญในการลดทุจริตและยกระดับธรรมาภิบาลของท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

ความท้าทายของผู้สอบบัญชีต่อการตรวจสอบการทุจริตในงบการเงินในยุคชีวิตวิถีใหม่

โลกยุค New Normal ทำให้การตรวจสอบการทุจริตซับซ้อนยิ่งขึ้น งานวิจัยนี้เผยความท้าทายของผู้สอบบัญชีและชี้ทางออกด้วยเทคโนโลยีใหม่ จรรยาบรรณวิชาชีพ และการตรวจสอบเชิงสืบสวนเพื่อสร้างความโปร่งใสและเชื่อมั่นทางการเงิน

การเสริมสร้างวัฒนธรรมค่านิยมสุจริตและการต่อต้านการทุจริตของเยาวชนภายใต้แนวคิด “โตไปไม่โกง”

เยาวชนคือกุญแจสำคัญในการหยุดวงจรคอร์รัปชัน งานวิจัย “โตไปไม่โกง” ชี้ว่าครอบครัว โรงเรียน ชุมชน และศาสนามีบทบาทสำคัญในการปลูกฝังค่านิยมสุจริตและสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กรู้จักละอายต่อการโกงตั้งแต่เล็ก