
วิเคราะห์ปัจจัยการคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างภาครัฐ
ปัญหาคอร์รัปชันในประเทศไทยยังเป็นปัญหาใหญ่ที่ยังแก้ไม่หาย แม้จะมีการก่อตั้งหน่วยงานและมีนโยบายออกมาป้องกันและปราบปรามมากมายแต่ก็ยังไม่ดีขึ้นมากนัก แล้วต้นเหตุของมันคืออะไร ? KRAC ขอชวนมาดูการวิเคราะห์ปัจจัยการคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างภาครัฐ
เนื้อหาจากงานวิจัยเรื่อง “แนวทางการป้องกันและลดความสูญเสียงบประมาณจากการทุจริต” โดยสำนักงบประมาณของรัฐสภา (2564) ที่ได้ศึกษาแนวทางการป้องกันและลดความสูญเสียงบประมาณจากการทุจริต จนพบว่าต้นตอของการทุจริตแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ ปัจจัยภายนอก และปัจจัยภายใน ซึ่งปัจจัยทั้งสองด้านต้องได้รับการแก้ไขควบคู่กันจึงจะเกิดผลอย่างยั่งยืน
โครงสร้าง ระบบ และกฎหมาย
ปัจจัยประการแรกคือปัจจัยภายนอก ประกอบด้วย “โครงสร้าง ระบบ และกฎหมาย” โดยงานวิจัยชี้ว่า ปัจจุบันโครงสร้างยังเปิดให้มีการใช้อำนาจแทรกแซงจากผู้บริหารระดับสูง ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่เอื้อต่อการทุจริต ตัวอย่างเช่น การอนุมัติโครงการที่เร่งรัดโดยไม่มีข้อมูลประกอบที่เพียงพอ ส่งผลให้โครงการมีลักษณะเสี่ยง และอาจนำไปสู่การเบิกจ่ายที่ไม่เหมาะสมหรือขาดประสิทธิภาพ เป็นต้น
อีกประเด็นคือ การบังคับใช้กฎหมายที่อ่อนแอ ไม่สามารถลงโทษผู้กระทำผิดได้ทันท่วงที หรือปล่อยให้มีการยืดเยื้อในกระบวนการยุติธรรม โดยงานวิจัยพบข้อมูลว่า ในช่วงปี 2558–2563 แม้จะมีคำร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) มากกว่า 6,000 เรื่องต่อปี แต่มีเพียงบางส่วนเท่านั้นที่สามารถชี้มูลความผิดได้และยังคงมีคดีตกค้างจำนวนมาก
ยิ่งไปกว่านั้น ระบบตรวจสอบภายในของหน่วยงานราชการหลายแห่งยังขาดความเข้มแข็ง โดยเฉพาะในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่การตรวจสอบมักพึ่งพาเพียงการร้องเรียนของประชาชนหรือการตรวจสอบจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเท่านั้น ขาดการสร้างกลไกภายในให้สามารถตรวจจับความผิดได้ตั้งแต่ต้นทาง
ค่านิยม ความเชื่อ และพฤติกรรมเลียนแบบในระดับบุคคล
ต่อมาคือปัจจัยภายใน ประกอบไปด้วย “ค่านิยม ความเชื่อ และพฤติกรรมเลียนแบบในระดับบุคคล” งานวิจัยชี้ว่า ค่านิยมส่วนบุคคลที่ยอมรับการทุจริต เป็นอีกต้นตอของปัญหา เช่นการมองว่าการให้สินบนเป็น “ทางลัด” ที่ยอมรับกันได้ในระบบราชการ
นอกจากนี้ ยังมีพฤติกรรมเลียนแบบที่เกิดจากการเห็นเจ้าหน้าที่ที่เคยกระทำผิดแต่ไม่ถูกลงโทษ หรือแม้กระทั่งได้รับรางวัล เลื่อนตำแหน่ง กลายเป็นแรงเสริมให้พฤติกรรมทุจริตแพร่กระจายอย่างเงียบ ๆ ในองค์กร
อีกประเด็นสำคัญคือ แรงจูงใจและโอกาสที่เอื้อให้เกิดการโกง เช่น เมื่อขาดการกำกับจากภายนอก หรือมีช่องโหว่ในระบบงาน เจ้าหน้าที่ที่มีภาระส่วนตัวหรือมีแรงจูงใจทางการเงินอาจเลือกกระทำความผิดได้ง่ายขึ้น ตัวอย่างที่พบมาก ได้แก่ การกำหนดราคากลางเกินจริง การเบิกงบเท็จ เป็นต้น
นำดัชนี CRI (Corruption Risk Index) ช่วยวัดความเสี่ยง “พฤติกรรมของเจ้าหน้าที่รัฐ”
งานวิจัยเสนอว่า การวิเคราะห์ความเสี่ยงจาก “พฤติกรรมของเจ้าหน้าที่รัฐ” ควรใช้ดัชนี CRI (Corruption Risk Index) มาช่วยวัด เพราะเป็นเครื่องมือที่สามารถระบุพฤติกรรมการทุจริตได้อย่างเป็นระบบโดยเฉพาะในบริบทที่ภาคประชาชนขาดเครื่องมือในการตรวจสอบเชิงป้องกัน
ตัวอย่างเช่น หากเจ้าหน้าที่มีพฤติกรรมเร่งรัดโครงการ ปกปิดข้อมูลผู้รับผิดชอบ หรือไม่เปิดเผยรายละเอียดต่อสาธารณะก็อาจเข้าข่ายความเสี่ยงระดับสูง และควรใช้ดัชนี CRI เป็นเครื่องมือเฝ้าระวังและตรวจสอบ
ทั้งนี้ การจะแก้ปัญหาที่กล่าวมานี้ งานวิจัยเสนอว่า ต้องมีการเปลี่ยนแปลงจากสองทางพร้อมกัน คือต้องอาศัยทั้ง “เจตจำนงทางการเมืองของผู้นำ” และ “ค่านิยมของประชาชนที่ไม่เพิกเฉยต่อการทุจริต”
ซึ่งทั้งสองปัจจัยต้องส่งเสริมกันและกัน ผู้นำต้องจริงจังในการบังคับใช้กฎหมาย ขณะที่ประชาชนควรแสดงออกถึงการไม่ยอมรับการคอร์รัปชัน และมีส่วนร่วมในการติดตามการใช้จ่ายงบประมาณอย่างต่อเนื่อง
ร่วมตรวจสอบโครงการรัฐด้วยการใช้ actai.co
ดังนั้น หากต้องการลดความสูญเสียงบประมาณจากการทุจริตในประเทศไทย การแก้ไขเพียงระบบหรือลงโทษผู้กระทำผิดอาจไม่เพียงพอ แต่ต้องปรับเปลี่ยนทั้งโครงสร้างนโยบายและจิตสำนึกของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วนอย่างเป็นระบบ
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะแก้จากภายนอกหรือภายใน ทั้งสองฝ่ายคือ ผู้นำและประชาชน จะต้องมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา ซึ่งประชาชนอย่างเราสามารถมีส่วนร่วมได้ง่าย ๆ อย่างการติดตามข่าวสารและช่วยแสดงความเห็นสร้างบรรทัดฐานจิตสำนึกในการต่อต้านคอร์รัปชัน ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการตรวจสอบโครงการรัฐอย่างการใช้ actai.co หรือแจ้งเบาะแสเมื่อพบเห็นการทุจริตผ่าน Inbox เพจต้องแฉ ที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาให้เกิดสังคมที่โปร่งใสอย่างครบวงจร
ประเด็นเรื่องปัจจัยภายนอกและภายในเป็นเพียงส่วนหนึ่งของงานวิจัยเท่านั้น งานวิจัยเรื่อง แนวทางการป้องกันและลดความสูญเสียงบประมาณจากการทุจริต (2564) โดย สำนักงบประมาณของรัฐสภายังมีประเด็นอื่น ๆ ที่น่าสนใจ เช่น แนวทางการใช้ดัชนี CRI เพื่อตรวจสอบความเสี่ยงการทุจริตในโครงการภาครัฐ และข้อเสนอเชิงนโยบายในการสร้างระบบรายงานความสูญเสียงบประมาณของประชาชนในระดับพื้นที่ โดยสามารถอ่านสรุปงานวิจัยได้ที่ลิงก์ด้านล่าง
คอลัมน์ “KRAC คัดสรร เล่างานวิจัยไทย” เป็นบทความเล่างานวิจัยไทยด้านการต่อต้านคอร์รัปชัน ที่หยิบยกหนึ่งในประเด็นของงานวิจัยในมุมมองของผู้ปฏิบัติการ เพื่อปูพื้นฐานความรู้และความเข้าใจเรื่องการคอร์รัปชัน และการต่อต้านคอร์รัปชันในมิติต่าง ๆ ภายใต้บริบทของประเทศไทย
สำนักงบประมาณของรัฐสภา. (2564). เอกสารวิชาการ ฉบับที่ 15/2564 แนวทางการป้องกันและลดความสูญเสียงบประมาณจากการทุจริต. สำนักงบประมาณของรัฐสภา

ศูนย์ความรู้เพื่อความร่วมมือในการต่อต้านคอร์รัปชัน และส่งเสริมธรรมาภิบาลในระดับภูมิภาค


หัวข้อ
KRAC คัดสรร เล่างานวิจัยไทย I ในสังคมที่มีความร่วมมือหรือความไว้เนื้อเชื่อใจกันสูง รัฐจะสร้างประโยชน์จากข้อค้นพบนี้อย่างไร ?
มุมมองของประชาชนต่อหน่วยงานรัฐ หนึ่งกลุ่มจ่ายภาษี อีกกลุ่มเข้ามาทำหน้าที่พัฒนาบริการสาธารณะให้เกิดประโยชน์ แต่มีหลายครั้งที่โครงการไม่ตอบสนองความต้องการของประชาชน เช่น ศาลาสร้างทิ้งไว้ไม่มีคนใช้ จนบางครั้งประชาชนต้องลงแรงทำกันเอง
KRAC คัดสรร เล่างานวิจัยไทย | แก้คอร์รัปชันต้องเริ่มที่ปัจจัยไหน โครงสร้างหรือค่านิยมที่ผิด ?
ปัญหาคอร์รัปชันในประเทศไทยยังเป็นปัญหาใหญ่ที่ยังแก้ไม่หาย แม้จะมีการก่อตั้งหน่วยงานและมีนโยบายออกมาป้องกันและปราบปรามมากมายแต่ก็ยังไม่ดีขึ้นมากนัก แล้วต้นเหตุของมันคืออะไร ? ชวนมาดูการวิเคราะห์ปัจจัยการคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างภาครัฐ
KRAC คัดสรร เล่างานวิจัยไทย | เปลี่ยนนโยบายคลัง ป้องกันคอร์รัปชันด้วยแนวทางเพิ่มความโปร่งใส
KRAC คัดสรรชวนทุกคนมาร่วมศึกษาความโปร่งใสของงบประมาณการคลังของไทย พร้อม 5 แนวทางเพิ่มความโปร่งใสจากงานวิจัย
